เชื่อว่าน้อง ๆ หลายคนน่าจะเคยคิดว่า “อยากเป็นหมอ” ด้วยภาพจำของอาชีพที่มีเกียรติ ได้ช่วยเหลือคน แถมมั่นคงและรายได้ดีสุดๆ หรือบางคนอาจจะมองภาพตัวเองใส่เสื้อกาวน์เท่ๆ เดินอยู่ในโรงพยาบาล
อยากบอกน้องๆ ตรงนี้เลยว่า “การอยากเป็นหมอ” กับ “การใช้ชีวิตแบบหมอ” มันคือคนละเรื่องกันเลย
ก่อนที่จะทุ่มเวลาอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ ทุ่มแรงกายแรงใจลงสนามสอบ TCAS พี่อยากชวนน้องๆ มาเช็กลิสต์สำรวจตัวเองกันหน่อยว่า ถ้าน้อง “ไม่ชอบ” 5 สิ่งนี้… การเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ใช่อย่างที่คิดก็ได้นะ
1. ไม่ชอบอ่านหนังสือตลอดชีวิต
ถ้าคิดว่า “ตั้งใจสอบเข้าให้ติด เรียนจบ 6 ปีแล้วก็สบาย ไม่ต้องอ่านหนังสือแล้ว” บอกเลยว่าความรู้ทางการแพทย์อัปเดตใหม่ทุกวัน โรคใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา แนวทางการรักษาปรับเปลี่ยนเรื่อยๆ ดังนั้น ชีวิตการเป็นหมอคือการ “เรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด” ต่อให้จบมาทำงานแล้วก็ยังต้องอ่านวิจัย ฟังเซกชัน อัปเดตความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ ถ้าใครที่เป็นคนเกลียดการอ่านหนังสือ หรือรู้สึกทรมานกับการต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา อาจจะต้องลองคิดดูดีๆ อีกทีแล้วล่ะ
2. ไม่ชอบการรับมือกับความกดดันและความไม่แน่นอน
งานของหมอเป็นงานที่ต้องแบกรับ “ชีวิตของคน”
- ต้องตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินแข่งกับเวลา
- ต้องรับมือกับอาการคนไข้ที่ไม่เป็นไปตามตำรา
- ต้องเจอความคาดหวังจากทั้งคนไข้และญาติ
ทุกความผิดพลาดในสายอาชีพนี้มีผลกระทบที่สูงมาก ถ้าน้องเป็นคนเครียดง่ายมากๆ รับมือกับความกดดันได้ไม่ดี หรือเมื่อเจอความผิดพลาดแล้วจิตตกจนก้าวผ่านไม่ได้ ชีวิตการเรียนและการทำงานในคณะแพทย์อาจจะสร้างบาดแผลทางใจให้อย่างมหาศาลเลย
3. ไม่ชอบการสูญเสียอิสรภาพด้านเวลา
ลืมคำว่า “ทำงาน 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น” ไปได้เลย เพราะคำว่าเวลาส่วนตัวของหมอเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างจำกัดมากๆ
- ตอนเรียน: ต้องขึ้นวอร์ด อยู่เวรดึก อดนอน ตื่นเช้ามาตรวจคนไข้ต่อ
- ตอนทำงาน: ถูกโทรเรียกเคสฉุกเฉินได้ตลอดเวลา วันหยุดหรือวันเทศกาลอาจไม่ได้กลับบ้านไปหาครอบครัว
ถ้าน้องเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance มากๆ ชอบเวลาส่วนตัว ชอบการวางแผนชีวิตล่วงหน้าเป๊ะๆ ถ้ารับระบบเวลาที่ไม่แน่นอนและการอดนอนไม่ได้ สายงานนี้จะสูบพลังชีวิตน้องไปเยอะมากแน่ๆ
4. ไม่ชอบการสื่อสารและการจัดการอารมณ์คน
หลายคนคิดว่าเรียนหมอขอแค่เก่งวิชาการ เก่งชีวะ เก่งเคมีก็พอแล้ว… แต่ความจริงคือ หมอต้องทำงานกับ “คน” ไม่ใช่ “ตำรา”
น้องต้องเจอคนไข้ที่กำลังเจ็บปวด ญาติที่กำลังวิตกกังวล หรือบางครั้งอาจเจอคนที่กำลังอารมณ์ร้อน สิ่งที่หมอต้องมีนอกเหนือจากความรู้คือ Soft Skills และ Empathy (ความเข้าใจคนอื่น) ถ้าน้องไม่ชอบพูดคุย ไม่ชอบฟังอารมณ์ความรู้สึกใคร หรือรู้สึกเหนื่อยล้าทุกครั้งที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนจำนวนมาก การรับมือกับคนไข้หลายสิบคนต่อวันอาจกลายเป็นฝันร้ายของคุณได้
5. ไม่ชอบกระบวนการที่ยาวนานและเห็นผลช้า
ในขณะที่เพื่อนคณะอื่นอาจเรียนจบตอนอายุ 21-22 ปี ออกไปทำงาน เริ่มตั้งตัว มีเงินเก็บ ไปเที่ยวต่างประเทศ… แต่ชีวิตหมอมันยาวนานกว่านั้น
- เรียนปริญญาตรี: 6 ปี
- ใช้ทุน: 1-3 ปี
- เรียนต่อเฉพาะทาง (Resident): อีก 3-5 ปี
น้องจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ หรือมีรายได้ที่มั่นคงสูง สมองและร่างกายต้องผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักเป็นสิบปี ถ้าน้องอยากสำเร็จไว อยากรีบทำงานหาเงินเพื่อใช้ชีวิต การเรียนแพทย์อาจจะไม่ตอบโจทย์ Lifestyle ในระยะยาว
💡 สำรวจตัวเองแล้ว… เอาไงต่อดี ?
อ่านจบแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง
ถ้ารู้สึกว่า “เอ๊ะ… ถ้ารับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ แปลว่าเราอาจจะไม่เหมาะกับหมอรึเปล่า?”
ไม่ต้องตกใจและไม่ต้องเสียใจเลย การรู้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไรตั้งแต่วันนี้ คือเรื่องที่ดีมาก เพราะมันช่วยเซฟเวลาชีวิตน้องได้ ลองเปิดใจมองคณะสายสุขภาพอื่นๆ เช่น เภสัชศาสตร์, เทคนิคการแพทย์, กายภาพบำบัด, หรือวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ดูก็ได้ ทั้งหมดนี้ได้ช่วยคนเหมือนกัน ในสไตล์งานที่ต่างออกไป
แต่ถ้าอ่านจบแล้วรู้สึกว่า “ยากแค่ไหน ก็ยังอยากเป็นหมออยู่ดี!”
นั่นแปลว่าน้องมี Mindset ที่พร้อม สำหรับการเดินทางสายนี้แล้ว ที่เหลือก็แค่วางแผนอ่านหนังสือ เตรียมตัวลงสนาม TCAS อย่างมีทิศทาง!