การเตรียมตัวเข้าสู่ระบบ TCAS หนึ่งในเกณฑ์การคัดเลือกที่พบบ่อยในรอบ Portfolio ที่สร้างความกังวลและสร้างสับสนมากที่สุด คือ “ผลคะแนนทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ” จนน้อง ๆ หลายคนเกิดคำถามว่า การสอบเหล่านี้มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด และหากต้องการสอบ ควรเลือกข้อสอบประเภทไหนจึงจะตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุด
การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ จำเป็นแค่ไหน
คะแนนสอบวัดระดับภาษาอังกฤษเปรียบเสมือน “เครื่องมือการันตีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ” ที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งช่วยให้คณะกรรมการสามารถประเมินศักยภาพได้อย่างรวดเร็ว โดยความจำเป็นในการยื่นคะแนนสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ดังนี้:
- รูปแบบเกณฑ์บังคับ สำหรับหลักสูตรนานาชาติ (International Program) ทุกมหาวิทยาลัย
รวมถึงคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพในหลายสถาบัน (เช่น แพทยศาสตร์, ทันตแพทยศาสตร์, เภสัชศาสตร์) และคณะด้านภาษาศาสตร์ กลุ่มนี้จะระบุคะแนนขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจน หากไม่มีผลคะแนนยื่นระเบียบการสมัครจะไม่สมบูรณ์ - รูปแบบเกณฑ์เพิ่มโอกาส สำหรับคณะภาคปกติทั่วไป แม้จะไม่ได้บังคับส่ง แต่หากผู้สมัครมีคะแนนภาษาอังกฤษแนบไปในเล่ม Portfolio จะถือเป็นจุดเด่นที่สร้างความแตกต่างและเพิ่มคะแนนในส่วนของความสามารถพิเศษได้อย่างดีเยี่ยม
ข้อสอบภาษาอังกฤษยอดฮิตสำหรับยื่นรอบ Portfolio
ในการเลือกสอบ น้องๆ ควรคำนึงถึงคณะเป้าหมาย และเกณฑ์ของคณะ และงบประมาณเป็นหลัก โดยมีตัวเลือกยอดนิยมที่มหาวิทยาลัยยอมรับ ดังนี้
1. IELTS
- คณะที่เหมาะสม: หลักสูตรนานาชาติทุกแห่ง, คณะสายแพทย์ (รอบพอร์ต) และคณะที่มีอัตราการแข่งขันสูง
- ลักษณะข้อสอบ: มีความท้าทายสูง วัดทักษะครบทั้ง 4 ด้าน (ฟัง, พูด, อ่าน, เขียน)
- จุดเด่น: เป็นข้อสอบมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในไทยและต่างประเทศ หากทำคะแนนได้ดีจะสามารถใช้ยื่นได้แทบทุกคณะ
- คะแนนเป้าหมาย: คะแนนรวม (Overall Band) ควรได้ 5.5 ขึ้นไป สำหรับคณะทั่วไป
และ 6.5 – 7.0 ขึ้นไป สำหรับสายแพทย์
2. TOEIC
- คณะที่เหมาะสม: คณะภาคปกติ, สายบริหารธุรกิจ, การจัดการ, อุตสาหกรรมการบริการและการท่องเที่ยว
- ลักษณะข้อสอบ: ระดับความยากปานกลาง เน้นการวัดทักษะการฟังและการอ่านเพื่อการสื่อสารในการทำงาน โดยเน้นความเร็วในการทำข้อสอบ
- จุดเด่น: ค่าสมัครสอบประหยัดกว่า IELTS และมีการจัดสอบบ่อย ปัจจุบันคณะภาคปกติในหลายมหาวิทยาลัยเปิดรับคะแนนส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น
- คะแนนเป้าหมาย: ควรได้ 550 – 650 คะแนนขึ้นไป
3. CU-TEP
- คณะที่เหมาะสม: นักเรียนที่ต้องการยื่นหลักสูตรไทยและนานาชาติ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ลักษณะข้อสอบ: ระดับความยากปานกลางถึงสูง เน้นไวยากรณ์ (Grammar/Error), การอ่าน (Reading) และการฟัง (Listening)
- จุดเด่น: ค่าสมัครสอบเหมาะสม และเป็นเกณฑ์มาตรฐานหลักในการคัดเลือกของจุฬาฯ (บางคณะในมหาวิทยาลัยอื่นอาจรับพิจารณาเป็นกรณีไป)
4. TU-GET
- คณะที่เหมาะสม: นักเรียนที่ต้องการเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งภาคปกติและภาคอินเตอร์
- ลักษณะข้อสอบ: เน้นการวัดความรู้ด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ และการอ่าน สำหรับรูปแบบคอมพิวเตอร์ (CBT) จะมีการเพิ่มพาร์ทฟังและพูดเข้ามา
- จุดเด่น: ราคาประหยัด จัดสอบบ่อย และเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับผู้ที่เล็งคณะในฝันของ มธ. เอาไว้
อายุของคะแนนมีระยะเวลา 2 ปี
💡 สรุปขั้นตอนการวางแผนเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ
- ตรวจสอบเกณฑ์คณะเป้าหมาย: สำรวจระเบียบการการรับสมัครรอบ Portfolio ย้อนหลังของคณะที่สนใจ เพื่อดูว่าทางคณะเปิดรับคะแนนประเภทใดบ้าง
- ประเมินทักษะและงบประมาณ: เลือกข้อสอบที่ตนเองถนัดและสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่รับได้
- วางแผนช่วงเวลาสอบ: เนื่องจากคะแนนมีอายุการใช้งาน 2 ปี ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสอบคือ “ช่วงปลาย ม.5 ถึง ต้น ม.6” เพื่อให้มีเวลาสอบแก้ตัวหากคะแนนรอบแรกยังไม่เป็นที่พอใจ
- นำเสนอใน Portfolio: เมื่อได้คะแนนตามเกณฑ์ ควรจัดวางผลคะแนนไว้ในหน้า “รางวัลและความสำเร็จทางวิชาการ” ให้ชัดเจนเพื่อให้กรรมการเห็นเป็นอันดับต้นๆ
การเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษาอังกฤษล่วงหน้า ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการผ่านการคัดเลือกรอบ Portfolio เท่านั้น แต่ทักษะภาษาอังกฤษที่ได้รับการพัฒนาจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยและการทำงานในอนาคตด้วย