fbpx

“ของมันต้องรู้ ก่อนเรียนหมอศิริราช!!” กับ 8 เรื่องต้องรู้ ก่อนเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

 “ของมันต้องรู้ ก่อนเรียนหมอศิริราช!!” กับ 8 เรื่องต้องรู้ ก่อนเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
……….เชื่อว่าคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของน้อง ๆ ที่อยากเข้าคณะแพทย์ ตอนนี้น้อง ๆ มัธยมที่กำลังวางแผนจะเลือกเรียนต่อแพทย์ศิริราชคงกำลังหัวหมุนกับการเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบอยู่แน่นอน…แต่จริงๆ แล้ว ยังมีเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องรู้! นั่นคือ เมื่อเข้ามาเรียนแล้ว เราต้องเจอกับอะไรบ้างนั่นเอง
……….ดังนั้น วันนี้พี่เลยอยากชวนน้องๆ มาเจาะลึกชีวิตจริง ทั้งความสุข ความบันเทิง และคราบน้ำตาของนักเรียนหมอในสถาบันการแพทย์เก่าแก่ริมน้ำตลอด 6 ปี ซึ่งเป็นประสบการณ์ “ของมันต้องรู้” สำหรับน้องๆ ที่อยากเข้าคณะนี้ ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย!!

ตอนที่ 1: เมื่อน้องต้องเรียนกับ ‘อาจารย์ใหญ่’

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล1

ตามโรงพยาบาลต่างๆ มักมีเรื่องลี้ลับอยู่เสมอ!!
“ลิฟต์ผีสิงที่อยู่ๆ ก็เปิดมาที่ชั้น 13 โดยที่ไม่ได้กด”
“พยาบาลที่เสียชีวิตไปนานแล้ว
แต่ก็ยังวนเวียนดูแลคนไข้ ไม่ยอมไปไหน”
“ห้องดับจิตที่วันดีคืนดีก็มีคนเห็นเงาปริศนา
โผล่มาทักทายให้ขนหัวลุกเล่นๆ”

จากเหตุการณ์ที่อธิบายไม่ค่อยได้นี่เอง ทำให้โรงพยาบาลกลายเป็นฉากหนังยอดฮิตที่ทุกคนหวาดกลัว จนไม่อยากแวะเวียนมา แต่สำหรับน้องที่เลือกเรียนหมอแล้ว…ยังไงก็คงเลี่ยงไม่ได้ เพราะตารางเรียนเกือบทั้งหมดของเราอยู่ที่นี่!! และสถานที่แรก ๆ ที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ตลอดทั้งปี ก็คือ ห้องกรอส นั่นเอง เมื่อพูดถึงห้องกรอสแล้ว สิ่งหนึ่งที่น้อง ๆ นึกถึงคงจะเป็น อาจารย์ใหญ่ กับโครงกระดูกอีกมากมาย แน่นอนว่าต่อให้ไม่มีเรื่องเล่าใดๆ แต่ด้วยบรรยากาศสุดวังเวง และจำนวนร่างอาจารย์ใหญ่ที่เยอะมาก รับรองว่า ต้องมีน้องบางคนที่เกิดอาการขนแขนสแตนด์อัพกันบ้างแหละ

ในบทความซีรีส์ “ของมันต้องรู้ ก่อนเรียนหมอศิริราช!!!” ตอนแรก พี่เลยถือโอกาสนี้พาน้องไปสำรวจห้องผ่าอาจารย์ใหญ่ซะเลย เพื่อพิสูจน์ว่า ตกลงแล้ว ที่นี่มันน่ากลัวอย่างที่ใครๆ เขาลือกันจริงหรือเปล่า??? 

พร้อมแล้วไปกันเลย!!!

01 ก่อนลงมีด

เวลาพูดถึงวิชา Gross Anatomy คำถามหนึ่งที่น้อง ๆ มักถามคือ ต้องผ่าร่างจริงๆ ด้วยเหรอ ในเมื่อทุกวันนี้โลกไปไกลมากแล้ว แทนที่จะใช้ร่างจริงๆ ทำไมไม่ใช้หุ่นจำลอง โมเดล 3D Printing หรือเปิดคลิปวิดีโอแทนก็ได้ แต่อย่างว่า ของบางอย่าง ไม่ใช่แฟนทำแทนกันไม่ได้ เรื่องร่างกายก็เหมือนกัน ต่อให้ของปลอมจะดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้ของจริงได้แน่นอน เพราะร่างกายมนุษย์มันซับซ้อนกว่าที่คิด ไหนจะเส้นประสาท เส้นเลือด ชั้นไขมัน หากน้องไม่เคยลองจับ ลองรื้อด้วยตัวเอง ก็อาจนึกไม่ออกว่าแต่ละส่วนมันสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงกันยังไง พอน้องไปเจอคนไข้จริงๆ ก็อาจเกิดอาการไปไม่เป็นได้เหมือนกัน 

การศึกษาร่างกายมนุษย์ จึงเป็นสิ่งที่นักเรียนแพทย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับการผ่าอาจารย์ใหญ่ เราเริ่มเรียนตอนปี 2 หลังจากทุกคนโยกย้ายจากศาลายามาเรียนที่ศิริราช เราจะใช้เวลาอยู่ในห้องกรอส 10 เดือนเต็ม ๆ โดยทุกคนจะมาเรียนกันที่ตึกใหม่ ชื่อ อาคารศรีสวรินทิรา เป็นอาคารที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส บรรยากาศสว่างไสวสุด ๆ เพราะฉะนั้น น้องที่เคยหวาดกลัวไม่อยากเข้าห้องกรอส หรือเข้ามาแล้วเจอศพ เกิดอาการหน้ามืด คล้ายจะเป็นลม รับรองว่าพออยู่ไปสักพัก น้องจะรู้สึกชิล ๆ ถึงขั้นร้องเพลงในห้องกรอสเลยยังได้

แต่สิ่งที่ท้าทายทุกคนมากกว่าก็คือ กลิ่น ซึ่งพี่บอกได้เลยว่า ฉุนมากๆ จนปิดจมูกแทบไม่ทัน เพราะก่อนที่คณะจะนำร่างอาจารย์ใหญ่มาให้ทุกคนเรียน จะต้องมีการนำไปดองฟอร์มาลีน เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนัง หรือชิ้นส่วนต่างๆ ในร่างกายเน่าเปื่อย ดังนั้นก่อนขึ้นห้อง ขอให้น้องๆ เคลียร์จมูกให้โล่งไว้ก่อน เพราะเราต้องเจอกับกลิ่นนี้ไปอีกนาน คราวนี้ก็มาถึงบรรยากาศในห้องกันบ้าง ห้องกรอสถือเป็นห้องที่ใหญ่มากห้องหนึ่ง เพราะนอกจากจะต้องรองรับร่างอาจารย์ใหญ่ 70 – 80 ร่างแล้ว นักศึกษาแพทย์ปี 2 กว่า 300 ชีวิตก็จะมารวมตัวกันที่นี่ นี่ยังไม่รวมอาจารย์ และพี่ ๆ แพทย์ใช้ทุน ซึ่งจะคอยช่วยประกบน้อง ๆ แต่ละกลุ่ม เวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ

ส่วนรูปแบบการเรียน ต้องถือว่าศิริราชไม่เหมือนใคร ปกติที่อื่น อาจารย์ใหญ่ร่างหนึ่งจะเรียนกัน 6-8 คน แต่ที่นี่เราเรียน 4 คนต่อ 1 ร่าง เพราะฉะนั้นน้อง ๆ จะได้เรียนรู้โครงสร้างของร่างกายมนุษย์แบบใกล้ชิด ไม่ต้องแย่งกันผ่า แย่งกันดู 

โดยก่อนเรียน น้องก็จะต้องสวมเสื้อแล็บยาวสีขาว คล้าย ๆ กับเสื้อกาวน์ ใส่ถุงมือ โดยเราจะมีอุปกรณ์สำหรับช่วยในการผ่า ตั้งแต่ มีดผ่าตัด, กรรไกร, คีม, Probe (ขอเกี่ยวเส้นเลือดหรือเส้นประสาท), Forceps (ปากคีบสำหรับคีบ), คีมตัดกระดูก, ค้อน และสิ่ว ไว้สำหรับตอกส่วนที่แข็งต่างๆ เช่น กะโหลก ของอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ ตำราคู่มือการผ่า ซึ่งเมื่อก่อนเป็นหนังสือ แต่เดี๋ยวนี้เรานิยมดูจากไอแพดที่ใส่ถุงพลาสติกกันเปื้อนแทน น้องจะต้องเปิดเทียบไว้ตลอด ไม่อย่างนั้นอาจมีอาการงง ผ่าผิดผ่าถูกได้

02 ได้เวลาผ่า!!

จบการบรรยายเรื่องห้องกรอสแล้ว คราวนี้ก็มาถึงเรื่องการเรียนกันบ้าง…ปกติวิชากรอส เราจะเรียนช่วงบ่าย ชั่วโมงแรก น้องจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดผ้าคลุมหน้าอาจารย์ใหญ่ เพราะอาจารย์อยากให้น้อง ๆ คุ้นเคยกับร่างก่อน

จุดเด่นของร่างอาจารย์ใหญ่ คือ สีจะคล้ำกว่าปกติเพราะผ่านการดองมาแล้ว ขณะที่ผิวหนังจะยังอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นอยู่ พออาจารย์เห็นว่าน้อง ๆ คุ้นเคยกับร่างดีแล้ว ก็จะมาถึงไฮไลต์สำคัญอย่างการเปิดผ้าคลุมหน้า พี่ขอแนะนำให้น้อง ๆ เตรียมใจให้ดี เพราะมีหลายคนที่เคยบอกว่า แค่ร่างอย่างเดียวยังพอไหว แต่พอเจอหน้าเข้าไปอาจช็อกได้ พี่จึงอยากขอให้น้อง ๆ รวบรวมความกล้า พยายามมองบ่อย ๆ จนชิน สู้กับความกลัวไป เพราะเอาตรง ๆ ร่างอาจารย์ใหญ่ที่คณะจัดมาให้ก็ไม่ได้สยดสยองเหมือนหนังผี แต่มาแบบคนนอนหลับปกติทั่วไปนั่นเอง

ต่อมาก็จะมาเข้าเรื่องการผ่า อวัยวะส่วนแรกที่น้องจะได้ลงมีด คือ รักแร้ เป็นส่วนที่ไม่ซับซ้อน ผ่าง่าย ข้อควรระวังคือ ตอนผ่าต้องคุมมีดให้ดี เพราะมีดคมมาก กดแรงไปอาจทะลุถึงปอดได้ หรือดีไม่ดี ไปเฉี่ยวโดนแขนเพื่อน นอกจากเลือดจะออก อาจโดนด่าได้ง่าย ๆ

สำหรับการเรียนกรอสจะไล่ไปทีละระบบ อาจารย์จะให้หาเส้นเลือด เส้นประสาท โดยอวัยวะหลังการดองจะเหลือแค่ 3 สีเท่านั้น คือ สีน้ำตาลของกล้ามเนื้อ สีขาวของกระดูก และสีเหลืองของไขมัน

ข้อดีคือ อย่างน้อยก็ไม่มีเลือดสดๆ พุ่งกระฉูดให้เลอะเทอะ แต่ข้อเสียคือ บางทีน้องอาจแยกไม่ออกว่าส่วนไหนเป็นส่วนไหน จึงต้องใช้เวลานานขึ้น 

การผ่าแต่ละครั้ง แต่ละคนจะแบ่งหน้าที่กันตามความถนัด เช่น สายลงมือเป็นตัวผ่าหลัก สายวิชาการคอยเปิดตำรา หรือสายซัพพอร์ตคอยช่วยเหลือเพื่อนที่เหลือ โดยแต่ละคาบ อาจารย์จะหาโจทย์มาให้ทุกคนได้ท้าทายฝีมือ เช่นลองผ่ากล้ามเนื้อนั้น ลองหาเส้นประสาทนี้ เมื่อหาเจอแล้ว ก็ยกมือเรียกอาจารย์มายืนยันความถูกต้อง ถ้าใช่ตามที่สั่ง ภารกิจก็เสร็จสมบูรณ์

แต่ถ้าเสร็จช้าก็อาจโดนลากยาวไปถึงตอนเย็น 6 โมง หรือ 1 ทุ่ม และถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ไม่ต้องกลัวจะถูกกักตัวไว้กับอาจารย์ใหญ่ เพราะน้องจะได้รับสิทธิพิเศษให้ไปดูผลงานของเพื่อนแทน (แต่แน่นอน ยังไงก็สู้ผ่าเจอเองไม่ได้หรอก)

และเมื่อผ่ารักแร้ได้สำเร็จ อาจารย์จะเริ่มให้น้องผ่าส่วนต่างๆ ตามลำดับความยาก เช่น ลำตัว แขน คอ หน้าอก ท้อง ขา อุ้งเชิงกราน สมองและไขสันหลัง แต่ที่หินสุดๆ ก็คือ ศีรษะและคอ เพราะเล็กและลึก เอาง่าย ๆ แค่กล่องเสียงอย่างเดียวก็มีกล้ามเนื้อถึง 16 มัดแล้ว แถมขนาดก็ยังเล็กเท่าลูกมะนาว การหาเส้นเลือดเส้นประสาทจึงเป็นอะไรที่ยากสุด ๆ

อีกเรื่องที่น้องทุกรุ่นบ่นเหมือนกันหมดคือ การท่องชื่ออวัยวะและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะนอกจากจะเยอะแล้ว ชื่อทั้งหมดยังเป็นภาษาละติน สะกดด้วยตัวอักษรแปลกๆ น้องจึงต้องหาเคล็ดลับวิธีจำให้ดี ซึ่งเรื่องแบบนี้ปรึกษารุ่นพี่ดีที่สุด เพราะทุกคนเคยผ่านกันมาหมดแล้ว

03 แล็บกริ๊ง!!!!

เมื่อเรียนเสร็จก็ต้องมีการสอบ แต่การสอบวิชากรอสมันธรรมดาซะที่ไหน เพราะนอกจากกาชอยซ์ เขียนคำตอบลงกระดาษแล้ว ยังมีการสอบอีกแบบหนึ่งที่หลายคนถึงขั้นผวา นั่นคือ  “แล็บกริ๊ง”

น้องที่นึกภาพไม่ออกว่าแล็บกริ๊งเป็นยังไง พี่ขออธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ อาจารย์จะแปลงห้องกรอสให้กลายเป็นสนามสอบ โดยแบ่งเป็นฐาน ซึ่ง 1 ฐาน เท่ากับ 1 ข้อ ถ้ามีข้อสอบ 50 ข้อ ก็จะมีฐานทั้งหมด 50 ฐาน หน้าที่ของน้องก็คือ เดินวนไปให้ครบทุกฐานตามลำดับ

วิธีสอบคือ อาจารย์จะตัดกล้ามเนื้อของอาจารย์ใหญ่ออกมาวาง แล้วเอาเข็มจิ้มไว้ ส่วนคำถามอาจจะมีได้หลากหลาย เช่น ให้บอกว่ากล้ามเนื้อชิ้นนี้เรียกว่าอะไร จนถึงขั้นแอดวานซ์ อย่างเส้นเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดนี้คืออะไร เอาตรง ๆ แค่กล้ามเนื้อนี้มาจากส่วนไหนเรายังตอบไม่ค่อยได้เลย

แต่ที่เรียกว่ากดดันสุดๆ คือ เรามีเวลาอยู่ในแต่ละฐานน้อยมาก แค่นาทีครึ่งเท่านั้น พอเสียงดังกริ๊ง บางคนทำอะไรไม่ถูก ตอบไม่ทันได้ศูนย์เลยก็มี

พี่จึงขอเตือนน้องทุกคนว่า ต้องตั้งสติเอาไว้ให้ดี ๆ อย่าปล่อยให้เสียงกริ่งเอาชนะได้ ไม่อย่างนั้นสอบตกซ้ำชั้นไม่รู้ด้วยนะ อีกเคล็ดลับหนึ่งที่พี่อยากจะบอกคือ นอกจากตั้งใจอ่านหนังสือแล้ว เพื่อนช่วยเพื่อนดีที่สุด ผลัดกันติว ผลัดกันเก็งข้อสอบ มีอะไรก็แบ่งปันกัน โอกาสที่น้องจะสอบผ่านไปด้วยกันก็มีสูงมาก

04 คำขอบคุณ

หลังผจญภัยในห้องกรอสมาครบปี หากได้สำรวจตัวเอง น้องจะพบความเปลี่ยนแปลงมากมาย…

อย่างแรกคือ น้องได้เห็นอวัยวะทุกส่วนในร่างกายมนุษย์แบบทะลุปรุโปร่ง ความกลัวที่เคยมีจะหายไปแบบปลิดทิ้ง ชิ้นส่วนบางอย่างที่เราเคยรู้สึกสะอิดสะเอียนจะกลายเป็นของปกติธรรมดาๆ อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างบางคนไปกินชาบู แล้วเพื่อนบอกเนื้อหมูนี้หน้าตาเหมือนชั้นไขมันเลย ก็ยังเฉย ๆ ตั้งหน้าตั้งตากินต่อไปไม่สนใคร (เดี๋ยวกินไม่ทันเพื่อน)

ส่วนร่างของอาจารย์ใหญ่ ก็จะมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ โดยอวัยวะที่เรียนเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะเก็บรวบรวมไปแยกว่าชิ้นไหนเป็นของท่านใด และเมื่อเรียนครบถึงชิ้นสุดท้ายคือ หูชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่ซับซ้อนและอยู่ลึกที่สุดของศีรษะ ก็จะมีการนำร่างทั้งหมดไปยังตึกกายวิทยาทานที่มหิดล ศาลายา เพื่อรอทำพิธีพระราชทานเพลิงศพต่อไป

พิธีนี้ถือเป็นงานสำคัญมาก เพราะเป็นโอกาสที่น้องจะได้ขอบคุณอาจารย์ใหญ่ที่อุทิศร่างกายให้ได้เรียนรู้ตลอดปี โดยนอกจากร่วมพิธีแล้ว น้องทุกคนยังมีภารกิจต่างๆ ต้องทำ เช่น ส่งจดหมายเชิญญาติอาจารย์ใหญ่ นิมนต์พระสงฆ์ เชิญคณบดีมาเป็นประธาน รวบรวมประวัติของอาจารย์ใหญ่แต่ละท่าน เพื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสืออนุสรณ์

สำหรับงานนี้ถือเป็นพิธีที่ 2 ที่ทำขึ้นเพื่ออาจารย์ใหญ่ เพราะก่อนหน้านี้ ช่วงทำแล็บกรอสไปได้สักเดือนหนึ่ง ทางศิริราชจะจัดพิธีทำบุญให้อาจารย์ใหญ่ พร้อมเชิญญาติมาร่วมงานด้วย ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่น้องจะได้พูดคุยถึงชีวิตและความเป็นมาของอาจารย์ใหญ่แต่ละท่าน เช่น ทำงานอะไร มีลูกกี่คน หรือทำไมถึงบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ จนหลายคนอยากตั้งใจเรียนให้คุ้มค่ากับร่างกายที่ได้รับ

เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า แม้ห้องกรอสอาจจะน่ากลัวเพราะมีร่างอาจารย์ใหญ่เยอะ แต่การผ่าอาจารย์ใหญ่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีที่น้องจะไม่มีวันหาที่ไหนได้อีก

และเมื่อน้องโตขึ้น ต่อให้ผ่าตัดหรือตรวจร่างกายคนไข้มากมายแค่ไหน ก็จะไม่มีวันลืมอาจารย์ใหญ่ของตัวเองได้เลย เพราะท่านนั่นเองที่ทำให้เราได้รู้จักและเข้าใจร่างกายมนุษย์อย่างแท้จริง

ตอนที่ 2: เมื่อน้องต้องมาอยู่หอแพทย์

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล2

“หนูจะอยู่ไหวไหมคะ”

แม้จะดีใจสุดขีดที่รู้ตัวว่าสอบติดแพทย์ศิริราช แต่สำหรับเด็กสาวที่อยู่กับบ้านมาทั้งชีวิต ก็อดเป็นห่วงอนาคตตัวเองไม่ได้ ในเมื่อคนมันไม่เคยมาก่อน เลยไม่แปลกที่จะกลัวนั่นกลัวนี่ ทั้งเรื่องรูมเมทที่ไม่รู้จะเข้ากันได้หรือเปล่า หรือเรื่องอาหารการกินที่อาจไม่อร่อยเหมือนฝีมือแม่ รวมถึงพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งอาจไม่เป็นสัดเป็นส่วนเหมือนตอนอยู่บ้าน

พี่ยังจำได้ว่า แรก ๆ ก็กลัวแบบนี้เหมือนกัน แต่เชื่อปะ แค่ไม่กี่เดือน ไอ้ที่เคยกลัวๆ ไม่รู้หายไปไหน เพราะเอาเข้าจริง ชีวิตเด็กหอก็ถือเป็นชีวิตที่มีสีสัน มีเรื่องสนุก ๆ ให้ทำเพียบ

ที่สำคัญ หากดูไทม์ไลน์ตลอด 6 ปีกันแบบละเอียด ๆ การอยู่หอเป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกัน เอาง่าย ๆ สมมติว่าน้องเลิกเวรตี 5 ต้องมาซักประวัติผู้ป่วย พูดคุย ติดตามอาการ แล้วนำมารายงานอาจารย์ โดยเวลาปฏิบัติหน้าที่ เรียกกันว่า ‘ราวด์วอร์ด’ อีกทีตอนเช้า แบบนี้ให้กลับบ้านแล้ววกกลับมาใหม่ ก็คงจะไม่ไหว หรือเวลาที่เราต้องฝึกงานต่างจังหวัดหรือไปใช้ทุน สุดท้ายก็ต้องอยู่หออยู่ดี

เพราะฉะนั้นในบทความตอนนี้ พี่จึงอยากเล่าถึงประสบการณ์ “อยู่หอแพทย์” ที่ศิริราช ว่าตกลงชีวิตหอเป็นยังไง มีอะไรที่ต้องปรับ ต้องฝึก ต้องชิน แล้วเวลา 24 ชั่วโมง นักศึกษาแพทย์เขาทำอะไรกันบ้าง ไปดูกันได้เลย

 

01 ชีวิตวุ่นๆ ของชาวเด็กหอ

อย่างที่รู้ ๆ ว่าปี 1 ของนักศึกษาแพทย์ศิริราชไม่เหมือนปีอื่นๆ เพราะปีนี้พวกเราจะต้องมาที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม สำหรับหลายคนแล้วนี่คือครั้งแรกที่ได้จากบ้านมาอยู่หอพัก

แต่ถึงจะเป็นปีแรก พี่ก็ขอบอกเลยว่า ด้วยบรรยากาศที่ชิลสุดๆ ก็ทำเอาหลายคนติดใจการอยู่หอไปเลย เพราะลองนึกดู ที่นี่น้องจะได้เจอเพื่อนจากคณะต่างๆ มีกิจกรรมให้ทำเต็มไปหมด ทั้งรับน้อง เข้าชมรม แถมพอเลิกเรียน บางคนก็ปั่นจักรยานรอบมหา’ลัย หาของอร่อยกิน ตกดึกไปดูดาว ชีวิตสุดแสนจะแฮปปี้ เลิกคิดถึงบ้านไปเลยก็มี

แต่พอขึ้นปี 2 ต้องมาเรียนที่ศิริราช ชีวิตการอยู่หอที่นี่อาจไม่ได้ลั้ลลาเหมือนตอนอยู่ศาลายา เพราะแต่ละวัน น้องจะมีภารกิจเรื่องการเรียนเยอะมาก ไหนจะต้องผ่ากรอส เข้าห้องเลกเชอร์ ต้องแบ่งเวลามาอ่านหนังสือ ข้อดีของการอยู่หอช่วงนี้คือ ใกล้ ไม่ต้องฝ่ารถติด แป๊บเดียวก็ถึงห้องเรียนละ

แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องอื่น ๆ พี่อยากขยายภาพบรรยากาศหอของศิริราชสักนิด เพื่อให้น้องเตรียมตัวเตรียมใจว่ามันไม่ได้หรูหราอยู่สบายแบบคอนโดห้องละเป็นล้าน แค่พอซุกหัวนอน และช่วยให้เราใช้ชีวิตสะดวกมากขึ้น ที่สำคัญคือ ค่าเช่าหอยังถูกมาก ๆ (แต่ถ้าคนไหนบ้านใกล้ และไม่อยากอยู่ก็ไม่เป็นไร คณะไม่ได้บังคับ)

สำหรับปี 2-3 นักศึกษาแพทย์ชายส่วนมากจะไปพักกันที่หอเจ้าพระยา อยู่เลยสะพานอรุณอมรินทร์มาทางฝั่งแยกปิ่นเกล้า ไม่ถึงกับไกล แต่ก็ไม่ใกล้ เดินข้ามสะพานอรุณอมรินทร์มาที่ศิริราชสัก 20 นาทีก็ถึง แต่วันไหนรีบ ๆ หรือตื่นสาย เรียกใช้บริการพี่วินจะทันใจกว่า

หอที่นี่อยู่กันห้องละ 3 คน แม้จะดูเยอะสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถือว่าแน่นเกิน มีห้องน้ำในตัว สิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบ ทั้งห้องอ่านหนังสือ ร้านซักรีด ร้านอาหาร แต่ถ้าอยากไปร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง ก็อาจจะต้องเดินไกลหน่อย พอขึ้นชั้นคลินิกเราก็จะได้ย้ายไปที่หอมหิตลาคารสมเด็จพระราชปิตุจฉาในรั้วศิริราชแทน 

ส่วนน้องนักศึกษาหญิง ปี 2-3 บางส่วนจะได้อยู่หอ 8 ไร่ ด้านนอกโรงพยาบาล บริเวณตลาดศาลาน้ำร้อน มีรถสองแถวเวียนมารับส่ง ถ้าไม่ทันใจก็ขึ้นพี่วินได้เช่นกัน อีกส่วนอยู่หอหญิง 1 หรือที่เราชอบเรียกว่า “หอหญิงเตี้ย” (ชื่อนี้ไม่ได้บูลลี่ใคร แต่เป็นเพราะหอมันสูงแค่ 5 ชั้น) อยู่ในโรงพยาบาลใกล้กับตึกเรียน ซึ่งถือว่าสะดวกกว่ามาก เพราะตอนเช้าที่ทุกคนมุ่งหน้ามาเรียน เราไม่ต้องเผื่อเวลารอพี่วินที่คนใช้บริการเยอะ

หอ 8 ไร่จะอยู่กันห้องละ 4 คน พื้นที่ส่วนตัวมีน้อยมาก เพราะเป็นเตียง 2 ชั้น พอลงมาจากเตียงก็อยู่บนโต๊ะ ลุกออกจากโต๊ะก็คือขึ้นเตียง มีตู้เสื้อผ้าให้คนละตู้ นอกจากนี้แล้วในห้องแทบไม่มีอย่างอื่นเลย อ้อ!! เกือบลืมไป หอ 8 ไร่จะมีห้องน้ำในตัว ทั้งชักโครกและห้องอาบน้ำ ถือว่าสะดวกขึ้นมาหน่อย ไม่ต้องเข้าๆ ออกๆ ห้องเวลาทำธุระส่วนตัว

ส่วนหอหญิงเตี้ยจะเก่ากว่าหอ 8 ไร่ อยู่กันห้องละ 3 คน มีเตียง 2 ชั้น 1 เตียง และเตียงเดี่ยวอีก 1 เตียง แต่ละคนจะมีมุมส่วนตัวคือ โต๊ะอ่านหนังสือที่มีตู้เก็บของด้านบน และมีตู้เสื้อผ้าของตัวเอง แอร์ในห้องค่อนข้างเก่า แต่ข้อดีคือจะดังจนกลบเสียงคุยจากห้องข้างๆ บางวันงอแงก็ถือว่าเป็นคราวซวย เจอน้ำหยดติ๋งๆ ลงมาจนเตียงเปียก ต้องเรียกช่างมาซ่อมด่วน (ข้อดีคือ ซ่อมฟรี ไม่คิดค่าบริการ)

นอกจากนี้ ยังมีระเบียงสำหรับตากผ้า เราสามารถไปยืนรับลมได้ แต่อย่าคาดหวังเรื่องวิวถ่ายรูปงามๆ เพราะมันสูงแค่ 5 ชั้นเอง น้องหลายคนก็เลยใช้เป็นที่คุยโทรศัพท์กับแฟนแทน

มาดูห้องน้ำของหอหญิงเตี้ยกันบ้าง ที่นี่เป็นห้องน้ำรวม ความโดดเด่นที่ใคร ๆ ร่ำลือคือ ถึงพื้นจะลื่นแค่ไหน แต่น้องก็ไม่มีทางล้มแน่นอน!! เพราะพื้นที่มันแคบมากๆๆๆ ต่อให้น้องจะล้มท่าไหน สุดท้าย หลังก็จะไปชนผนังห้องก่อนชัวร์

ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งหอหญิงเตี้ยและหอ 8 ไร่ นับว่าโอเคพอ ๆ กัน สัญญาณ Wi-Fi แรงทุกชั้น ลิฟต์ไม่ช้า มีห้องสำหรับอ่านหนังสือ พื้นที่ส่วนกลางมีโทรทัศน์ มีครัว มีตู้เย็น

อีกสิ่งที่หลายคนกังวลกันคือ เรื่องความปลอดภัย พี่บอกให้มั่นใจเลยว่าดีมาก เพราะก่อนเข้าหอทุกคนต้องสแกนนิ้วหรือสแกนบัตร พี่เจ้าหน้าที่ก็เข้มงวดมาก ห้ามไม่ให้คนนอกขึ้นโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองหรือเด็กศิริราชด้วยกัน คณะเดียวกัน แต่อยู่หออื่นก็ขึ้นไม่ได้

พอขึ้นชั้นคลินิก ส่วนมากน้องๆ ก็จะได้ย้ายมาที่หอหญิง 2 หรือ “หญิงสูง” เพราะมี 13 ชั้น หอนี้นอนห้องละ 4 คน เป็นเตียง 2 ชั้น และมีโซนทำงานติดหน้าต่าง วิวดีขึ้นมาหน่อยเพราะเป็นอาคารสูง แต่ละคนมีชั้นวางหนังสือของตัวเอง มีห้องอาบน้ำในตัว แต่ถ้าห้องส้วมจะต้องไปเข้ารวม

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ถึงสภาพหอจะไม่ได้หรูหรา แต่ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ในวันที่เรียนมาเหนื่อยมากๆ การได้กลับหอมาอาบน้ำให้สดชื่น ล้มตัวลงนอนพักเหนื่อย ไม่ต้องไปผจญกับรถติด แค่นี้ก็เกินคุ้มแล้ว

 

02 เด็กหอ 24 ชั่วโมง

ชีวิต 24 ชั่วโมงของเด็กหอแพทย์นั้น ไม่ได้ซับซ้อนเลย หลักๆ คือ นอน-กิน-ไปเรียน-เจอเพื่อน-รีแลกซ์-อ่านหนังสือ-นอน แค่นี้เวลาก็หมดไปวันหนึ่งแล้ว

เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่สุด มื้อเช้า-มื้อกลางวันเรามักฝากท้องไว้ตามโรงอาหาร ร้านอาหาร ทั้งในและรอบ ๆ ศิริราช ซึ่งมีให้เลือกมากมายมหาศาล ปีหนึ่งกินไม่ซ้ำร้านกันยังได้ วันไหนถ้ารีบหน่อย ก็กินแถวหอ แถวตึกเรียน แต่ถ้าอยากชิลก็ไปเดินแถววังหลัง ข้ามฝั่งไปท่าพระจันทร์ ท่ามหาราชก็ได้ ส่วนวันไหนอยากแฮงเอาต์เปลี่ยนบรรยากาศก็อาจไปเดินห้างดังย่านปิ่นเกล้าแทนก็ยังไหว

ร้านอาหารมีให้เลือกตั้งแต่ข้าวแกงบ้าน ๆ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว อาหารญี่ปุ่น เกาหลี ไปจนถึงบุฟเฟต์นานาชาติ ราคาตั้งแต่ 30 บาทจนถึงหัวละเป็นพัน ยังไม่นับของหวาน ของกินเล่นอีกเพียบ นี่คือความดีงามที่สุดของการพักอยู่ที่นี่

ส่วนเรื่องการไปเรียน ด้วยความที่คนอยู่หอกันเยอะ จึงมีช่วงพีคที่ทุกคนจะตื่นมาอาบน้ำ เข้าห้องน้ำพร้อมๆ กัน แน่นอนว่าห้องน้ำมีไม่พอ ต้องรอเป็นเรื่องปกติ บางหอมีห้องอาบน้ำอุ่นแค่ห้องเดียวต่อชั้น ช่วงหนาวๆ ต้องต่อคิวกันยาว 

บางหอที่อยู่กันห้องละ 4 คน แต่ห้องน้ำมีห้องเดียวก็ต้องวางแผนคุยกันให้ดี ใครจะลำดับก่อนหลัง คนชอบอาบน้ำนานต้องตื่นกี่โมง ไม่งั้นจะกลายเป็นความบาดหมางได้ อย่างพี่เองไม่ชอบแย่งกับใครก็เลยใช้วิธีอาบช่วงที่คนอื่นไม่อาบกัน กลางคืนจะอาบเร็วไปเลยหรือดึกไปเลย ตอนเช้าถ้าตื่นไม่ทันอาบคนแรกก็เว้นไปเลย ถือว่าอาบตอนกลางคืนแล้วยังสะอาดอยู่ ฮ่าๆๆๆๆ

อีกเรื่องที่ต้องตกลงให้ดีกับรูมเมท คือ การอ่านหนังสือ เพราะแต่ละคนจะมีสไตล์ไม่เหมือนกัน บางคนชอบอ่านตอนเช้า บางคนอ่านตอนดึก บางวันห้องแทบไม่ได้ปิดไฟเลย อย่างพี่เองชอบอ่านตั้งแต่เที่ยงคืนไปจนถึงตี 2-3 แต่เพื่อนจะนอนก่อนแล้วลุกมาอ่านตอนตี 3 พอเราจะนอนปุ๊บ เสียงนาฬิกาปลุกของเพื่อนก็จะดังปั๊บ เป็นอย่างนี้ตลอด

ถ้านาฬิกาปลุกนาน ๆ แล้วไม่ตื่น เราที่ยังอ่านหนังสืออยู่ก็จะต้องไปเรียก ไปเขย่าตัวให้ตื่น แต่ถ้าไม่ตื่นบ่อยๆ แบบนี้ต้องระวัง เดี๋ยวเพื่อนจะเกลียดเอาไม่รู้ด้วยนะ แต่ความจริงแล้วตามหอต่าง ๆ ก็มีห้องกลางสำหรับอ่านหนังสือเหมือนกัน บรรยากาศเงียบสงบใช้ได้ เพราะทุกคนตั้งใจมาอ่านหนังสือกันจริงจัง ห้องสมุดศิริราชเป็นอีกที่ที่เราชอบไปอ่านหนังสือ เปิดถึง 4 ทุ่ม แค่แตะบัตรนักศึกษาก็เข้าไปได้เลย ข้างในกว้างขวางและเงียบมาก มีโต๊ะอ่านหนังสือเพียบ แต่ข้อเสียคือแอร์หนาวมาก นึกว่าอยู่ขั้วโลกตลอดเวลา 

ชีวิตนักศึกษาแพทย์ไม่ได้มีแต่การเรียนอย่างเดียว ถ้ามัวแต่จมอยู่กับกองหนังสือคงบ้าไปก่อนแน่นอน น้องควรจะหาเวลารีแลกซ์ พักผ่อนร่างกายจิตใจ ทำให้สมองปลอดโปร่งด้วย แหล่งความบันเทิงง่ายที่สุดก็คือ ทีวี ที่หอจะมีทีวีตรงส่วนกลาง แถมมีโซฟาให้เอนหลังดูสบายๆ หน้าทีวียังเป็นที่พบปะชุมนุมของเพื่อนแก๊งเด็กหอ โดยเฉพาะเวลามีละครดังๆ พระเอกหล่อๆ น้องๆ ผู้หญิงก็มักจะไปรวมอยู่ที่ตรงนี้ ช่วงก่อนสอบ บางทีเราอ่านหนังสือกันจนเอียนแล้ว เพื่อนบางคนก็เอาเครื่องดนตรีมาเล่น ล้อมวงกันร้องเพลง จัดปาร์ตี้ เปิดคอนเสิร์ต เต้นกัน หรือมานั่งกินมาม่า นั่งเมาท์มอย เปิดเพลงไปด้วย ช่วยให้ไม่เครียดเกินไป

รอบหอยังมีพื้นที่สำหรับกิจกรรมพักผ่อนอื่น ๆ เช่น สนามฟุตซอล สนามเทนนิส สนามบาส ตอนเย็นๆ จะเห็นคนมาเล่นกัน ส่วนใครที่ชอบวิ่ง แนะนำ “สวนรถไฟ” ที่ไม่ใช่สวนสาธารณะแถวจตุจักรนะ แต่คือสวนเล็ก ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ตอนเย็นๆ บรรยากาศดีมาก ไปวิ่งก็ได้

ถามว่า ชีวิตเด็กหอเหงาไหม ต้องยอมรับว่ามีบ้างเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้อยู่กับครอบครัว แต่ก็ยังดีที่มีเพื่อนๆ มาทดแทน เป็นช่วงที่จะได้ทำอะไรด้วยกันเยอะ อยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา จนสนิทหรือเบื่อหน้ากันไปเลย 

 

03 วีรกรรมแสบ ๆ ฮา ๆ

คนสำคัญที่จะมีผลกับการอยู่หอของเรามากคือเพื่อนร่วมห้อง หรือ รูมเมท 

ที่ศิริราช เราเลือกรูมเมทเองได้ ไม่ว่าเพื่อนเก่าหรือเพื่อนใหม่ ถ้าถูกชะตาก็ชวนมาได้หมด ผ่านไปปีหนึ่งแล้วไม่ถูกใจ อยากเปลี่ยนรูมเมท ก็ทำได้ไม่มีใครว่า 

ตอนแรกที่เป็นรูมเมทกันใหม่ ๆ ทุกคนจะยังเกรง ๆ ทำอะไรนึกถึงคนอื่น แต่พออยู่ไปๆ จะเริ่มเผยธาตุแท้ออกมา มีตั้งแต่เรื่องเรื่องฮาๆ ไปจนถึงน่าปวดหัวให้เล่าต่อไปไม่จบสิ้น บางคนนอนกรนดังจนเล่นเอาเรานอนไม่หลับไปด้วย บางคนนอนละเมอเหมือนกำลังสวดอะไรอยู่ บางคนชอบตดตอนนอน ทำเอาเพื่อนถึงกับปวดหัว เพราะกลิ่นมันสุดยอดจริง ๆ ต่างคนก็ต่างสไตล์ พี่เจอมาทั้งเพื่อนที่ชอบคุยไม่หยุด เราอยากนอนแล้วแต่มันยังชวนคุยไม่เลิก ขณะที่เพื่อนอีกคนโลกส่วนตัวสูงมาก ซื้อม่านมาติดแล้วอยู่บนเตียงไม่คุยกับใครเลยก็มี  

สิ่งที่ต้องระวังคือ บางเรื่องอาจบานปลาย กลายเป็นความไม่พอใจ เช่น รูมเมทบางคนชอบทำเสียงดัง ลากเก้าอี้ บางทีเข้าห้องมาดึกๆ ปิดประตูดังปัง!! จนเพื่อนสะดุ้งตื่น แบบนี้ขอแนะนำให้เปิดใจคุยกัน อย่าเก็บปัญหาไว้จนหมักหมม เพราะบางทีเพื่อนก็ไม่รู้หรอกว่า เราโมโหมันเรื่องอะไร และเพื่อสร้างบรรยากาศให้ครื้นเครง บางทีเราอาจหากิจกรรมอะไรมาทำแก้เบื่อ อย่างเพื่อนบางคนก็ชอบเรื่องผี ไปสรรหามาเล่า บางทีเราไม่อยากฟัง เพราะหลายเรื่องเกิดในโรงพยาบาล แต่มันก็ยังพยายามกรอกหูอยู่นั่นแหละ

แต่สำหรับพี่แล้ว ขอบอกเลยว่า ผีที่พี่กลัวสุด ไม่ใช่เรื่องเล่าของเพื่อน แต่เป็น “ผีตู้เย็น” ที่ชอบหลอกหลอนแบบที่เราไม่รู้ตัว บางทีเราซื้อขนม ซื้อเครื่องดื่มมาใส่ตู้เย็น พอจะหยิบมากิน ปรากฏว่าหายไปไหนก็ไม่รู้ แต่บางคนไม่ยอมแพ้ ขออาสาปราบผี เช่นเพื่อนพี่คนหนึ่ง มันเอาขวดน้ำอัดลมที่ยังกินไม่หมดเข้าห้องน้ำ จากนั้นก็ฉี่จนเต็มขวด ปิดฝาแน่นวางเรียบร้อย เช้ามาเปิดตู้เย็น ปรากฏว่าขวดไม่อยู่แล้ว งานนี้เรียกว่าเอาคืนได้ผล เพราะผีเลิกอาละวาดไปพักใหญ่ เสียดายอย่างเดียวคือ ยังจับผีตัวเป็นๆ ไม่ได้สักที

เรื่องแสบๆ ไปแล้ว คราวนี้ขอเป็นเรื่องซึ้งบ้าง อีกกิจกรรมหนึ่งที่ชาวหอหลายคนชอบทำ คือ เซอร์ไพรส์วันเกิด อย่างเพื่อนคนหนึ่งแกล้งทำเป็นไม่สบาย อาการหนัก ต้องช่วยกันแบกลงลิฟต์ เจ้าของวันเกิดที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็เลยเครียด เป็นห่วงเพื่อน พี่ยามเห็นเหตุการณ์ก็แตกตื่นจนต้องส่งอีกคนไปกระซิบบอกว่าเป็นการแกล้งกัน พอจะขึ้นแท็กซี่ไปศิริราช ถึงเฉลยว่าล้อเล่น พร้อมถือเค้กออกมา สมควรได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมกันทุกคน

ที่เล่ามาทั้งหมดเพื่อจะบอกว่า ชีวิตในหอนั้นมีทั้งความฮา ความสนุก และความประทับใจ ที่จะกลายเป็นความทรงจำที่มีคุณค่าของเราและเพื่อนๆ  

สุดท้ายนี้ ถ้าถามว่าชีวิตเด็กหอสอนอะไรเรา คำตอบน่าจะเป็นเรื่องความรับผิดชอบ เพราะไม่มีพ่อแม่มาปลุก บอกให้กินข้าว อาบน้ำ อ่านหนังสือ พอมาอยู่หอ เราต้องรับผิดชอบตัวเอง ตั้งแต่เรื่องเรียนไปจนถึงทำความสะอาดห้อง ซักเสื้อผ้า บริหารค่าใช้จ่าย ทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

อีกอย่างที่ได้เรียนรู้มากๆ คือ การดูแลความสัมพันธ์ ทั้งเพื่อน รูมเมท ต้องรู้จักแบ่งปันกัน ไม่เห็นแก่ตัว แน่นอนบางทีอาจไม่ถูกใจเราทั้งหมด แต่ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้

ตอนที่ 3 : เมื่อเราต้องเป็นพี่น้องศิริราช

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล3

‘ศิริราชคือพี่น้อง’

ครั้งแรกที่ได้ยินประโยคนี้ พี่คิดว่ามันคงเหมือนกับคำขวัญทั่วไป แต่พอมาเจอกับตัวถึงรู้ว่า ไม่ใช่เลย แทบทุกคนที่ศิริราชอินกับความเป็นพี่น้องมากๆ และทุ่มเทกับสิ่งนี้!

ว่างๆ พี่รหัสก็จะทักมา “น้อง ไปกินข้าวกันมั้ย” เลี้ยงสายทีไรเราไม่เคยจ่ายตังค์ เพราะพี่เลี้ยงตลอด แถมพี่ยังให้คำปรึกษา ส่งต่อชีทสรุป ช่วงใกล้สอบยังโทรมาให้กำลังใจ เจอปัญหาอะไรก็ช่วยหาทางออก — โอ้โห ทำไมพี่ดีกับเราจัง

ความเป็นพี่น้องศิริราชยังไม่ได้จำกัดแค่สายรหัส แต่รวมไปถึงพี่ๆ ที่ทำงานด้วยกันบนวอร์ด อาจารย์หมอ และพี่ที่จบไปแล้วอายุห่างกับเราหลายสิบปี เป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ พอโตเป็นพี่ เราก็เลยอยากทำดีกับน้องคืนกลับไปบ้าง

ในตอนนี้ พี่อยากเล่าถึงประสบการณ์ของการ ‘เป็นพี่น้องศิริราช’ ถึงเราจะรักกันดี ตีกันบ้างในบางครั้ง แต่สุดท้ายบ้านหลังนี้ก็ยังอบอุ่น พวกเราก็ยังผูกพัน ใครไม่เคยเจออาจคิดว่าเว่อร์ แต่มันมีอยู่จริงๆ นะ

 

01ครอบครัวเดียวกัน

ความเป็นพี่น้องศิริราชของเรา เริ่มต้นตั้งแต่น้องเข้ามาปี 1 เลย แม้เราจะอยู่ที่ศาลายา แต่พี่ก็จะขนกันมาจากศิริราช เพื่อร่วมงานเปิดสายรหัส ทำให้น้องใหม่ได้รู้จักกับพี่รหัสปี 2 ไปถึงปี 6 ที่จะมาช่วยกันดูแล

พอน้องขึ้นปี 2 ต้องย้ายมาเรียนในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ มาเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ เราจะมีประเพณีสำคัญเพื่อต้อนรับน้องๆ อีกครั้ง คือ “รับน้องข้ามฟาก” ประเพณีรับน้องข้ามฟาก ถือเป็นเอกลักษณ์ของคณะ จัดขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จุดประสงค์หลักคือ การสร้างความสามัคคีระหว่างน้องพี่ และถ่ายทอด DNA ความเป็นแพทย์แบบที่นี่

ในอดีต นักศึกษาแพทย์ปี 1 จะเรียนอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อขึ้นปี 2 จะต้องย้ายมาเรียนต่อในคณะ รุ่นพี่จะพายเรือไปรับน้องจากท่าพระจันทร์ ข้ามฟากมายังศิริราช เป็นบรรยากาศที่น่ารัก พร้อมกับลุ้นว่าเรือจะล่มหรือเปล่า ปัจจุบันเราเปลี่ยนมาเรียนปี 1 ที่ศาลายา แต่ทางคณะก็ยังรักษาประเพณีนี้เอาไว้ โดยใช้เรือยนต์ข้ามฟากที่ปลอดภัยกว่าแทน

ความจริงแล้วไม่ได้มีแค่การนั่งเรือ กว่าที่จะได้ข้ามฟากกัน คืนก่อนหน้านั้นเราจะต้องผ่านการอบรมข้ามฟาก ซึ่งจะมีรุ่นพี่ คณบดี อาจารย์ และศิษย์เก่าจำนวนมากมาเล่าประสบการณ์ และให้ข้อคิดถึงการเป็นแพทย์ในแนวทางของศิริราช พออบรมเสร็จเราจะได้กลับไปนอน ตื่นเช้าขึ้นมาตักบาตร แล้วถึงจะได้ข้ามฟาก

อาจารย์เคยอธิบายให้พี่ฟังว่า ประเพณีนี้มีความหมายลึกซึ้ง เพราะการเรียนแพทย์เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย เราจะต้องก้าวข้ามไปให้ได้ เหมือนกับการข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่ง ท่าศิริราชจะเปิดใช้เฉพาะงานนี้ พอเรือข้ามมาถึง คณบดีจะยืนรอรับพวกเรา จับมือน้องขึ้นท่าทีละคน เป็นการต้อนรับสู่ครอบครัวศิริราชอย่างเป็นทางการ ตามคำที่ว่า ‘เมื่อก้าวขึ้นท่า เจ้ากับข้า พี่น้องกัน’ จะเห็นว่า เราให้ความสำคัญกับการเป็นพี่น้องจริงๆ

จากนั้นจะมีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าอนุสาวรีย์สมเด็จพระราชบิดา ตามด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ มีอาจารย์และพี่ๆ ศิษย์เก่ามาผูกข้อมือให้น้องอย่างอบอุ่น ช่วงบ่ายถึงจะเป็นการรับน้องตามฐานต่างๆ โดยพี่ๆ ปี 3-6 พูดง่ายๆ ก็แกล้งน้องกันสนุกๆ ให้เต้นบ้าง ประแป้งบ้าง ก่อนที่พี่ๆ จะช่วยเช็ดหน้า และชวนกันมางานเลี้ยง แลกของขวัญปิดท้าย

สำหรับพี่ สิ่งที่ประทับใจ คือ การได้เห็น “สปิริต” ของรุ่นพี่ อาจารย์ ศิษย์เก่าที่มารอต้อนรับพวกเรา บางท่านอายุ 60-70 กว่าแล้ว หรือบางคนก็ทำงานอยู่ต่างจังหวัด แต่ยังกลับมา เพราะทุกคนอยากมอบความทรงจำ ประสบการณ์ และความรู้สึกดีๆ ให้กับน้องในวันนั้น

ความเป็นพี่น้องของศิริราช ไม่ได้จบแค่ในวันรับน้องข้ามฟาก แต่พี่ๆ น้องๆ จะคอยช่วยเหลือกันอยู่ตลอดเท่าที่มีโอกาส ยิ่งนานเข้า เรายิ่งสัมผัสถึงความแน่นแฟ้นนี้

02 พี่จ๋า น้องหิวข้าววว… พี่ครับ ผมเครียดดด

เมื่อเข้ามาที่ศิริราช จะพบว่าเรามีพี่เยอะไปหมด เพราะใครๆ จะแทนตัวเองว่า “พี่” โดยไม่ขัดเขิน แม้จะเป็นอาจารย์อาวุโส อายุมากกว่าหลายสิบปี หรือรุ่นพี่ที่จบไปนานแล้ว แต่พี่คนสำคัญที่สุด คือ “พี่รหัส” ซึ่งจะช่วยดูแลน้องอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ศิริราช เราจะมีระบบสายรหัสที่เรียกว่า “เฟรชชี่-ซีเนียร์” หรือพี่ปี 6 ดูแลน้องปี 2

ฟังแล้วงง ๆ แต่เอาเข้าจริงเวิร์กมาก เพราะปี 2 เพิ่งย้ายมาเป็นน้องเล็กสุดที่ศิริราช แทบไม่เข้าใจอะไรเลย พอจับคู่กับซีเนียร์ หรือพี่ปี 6 ที่โตสุด เข้าใจทุกอย่าง พี่ก็จะสอนว่าต้องปรับตัวยังไง มีอะไรบ้างที่ควรระวัง ส่วนน้องปี 1 จับคู่กับพี่ปี 5 ผ่านไปปีหนึ่งก็จะกลายเป็นเฟรชชี่-ซีเนียร์ โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีพี่ปี 3-4 ในสายเดียวกันเป็นกำลังเสริม 

ถึงแต่ละคนมีนิสัยต่างกันไป พี่บางคนชวนคุยเก่ง พี่บางคนเงียบๆ แต่พี่รหัสส่วนใหญ่ก็น่ารักมาก ถามไถ่ แสดงความห่วงใยอยู่ตลอด โดยกิจกรรมหนึ่งที่เราทำด้วยกันบ่อย ๆ คือการนัดเลี้ยงสาย ระหว่างกิน เราก็คุยอัพเดตชีวิต ทั้งเรื่องการเรียน ความรัก แอบชอบใครอยู่ ไปจนถึงเรื่องคนโน้นเป็นแฟนกับคนนี้ บางทีก็เมาท์อาจารย์กัน หรือถ้ามีเรื่องเครียดๆ ก็จะคอยให้กำลังใจกัน อย่างตอนปี 1 พี่เรียนฟิสิกส์ไม่รู้เรื่อง พอบ่นให้ฟัง พี่ ๆ ก็จะบอกให้สู้ ๆ มันอาจยากหน่อย แต่เดี๋ยวเดียวเราก็ปรับตัวได้

มีทั้งการนัดสายรหัสรวมครบทุกชั้นปี หรือถ้าพี่ปี 6 ไม่ว่าง พี่ปี 3 ติดเรียน แต่พี่ปี 5 อยากไป เราก็ชวนกันไปได้ บางทีพี่จะชวนเพื่อนสายโคไปด้วยกัน

“สายโค” คืออะไร น้อง ๆ อาจจะงง ๆ จริง ๆ แล้วหมายถึง สายรหัสอีกสายที่มาจับคู่กัน 

ลองคิดว่า น้องเข้ามาปี 1 แล้วมีพี่ปี 5-6 ชวนไปเลี้ยงสาย ทั้งโต๊ะคุยอะไรกันก็ไม่รู้เรื่อง มีศัพท์แพทย์ยาก ๆ เต็มไปหมด ในฐานะน้องเล็ก หลายคนก็เลยรู้สึกเจื่อน ไม่รู้จะคุยอะไรดี เพื่อแก้ปัญหา พี่ ๆ เขาก็เลยคิดระบบสายโคขึ้นมา คือ แทนที่พี่จะเลี้ยงน้องแค่คนเดียว ก็จะมีอีกสายมาเลี้ยงประกบด้วยกันเสมอ ซึ่งเท่ากับทั้งโต๊ะจะมีปี 1 สองคน ทำให้น้องๆ หายเกร็ง เพราะอย่างน้อยก็มีเพื่อนมานั่งคุยด้วย

ข้อดีของระบบนี้ คือช่วย Make Friend โดยเฉพาะน้องที่มาเรียนคนเดียว ไม่มีเพื่อนโรงเรียนเก่ามาด้วย ก็มักจะสนิทกับเพื่อนสายโคนี่แหละ ทำให้ชีวิตในศิริราชของเราง่ายขึ้นเยอะ

ช่วงหนึ่งพี่เลี้ยงบ่อยจนเราเกรงใจ เลยถามไปว่า เมื่อไรจะได้เลี้ยงคืนบ้าง พี่ตอบกลับมาว่า “ให้น้องเป็นพี่ของพี่ก่อน” หลังหยุดคิดไปแป๊บหนึ่งเลยเข้าใจว่า ชาตินี้คงไม่มีโอกาส

ไม่รู้ว่าธรรมเนียมนี้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร แต่ก็เป็นอะไรที่น่ารักดี หลังจากนั้นเราเลยชอบทักไปแซวพี่ว่า เครียดจังเลยช่วงนี้ พี่หิวข้าวมั้ย มาเลี้ยงน้องหน่อย ๆๆ 

ส่วนเรื่องเรียน พี่ก็จะช่วยเต็มที่ ทั้งส่งโน้ตสรุป ส่งข้อสอบเก่ามาให้ พี่ที่อยู่สูงกว่าหนึ่งชั้นปี จะทำรีวิวแนะนำว่าต้องอ่านอะไรบ้าง วอร์ดนี้ต้องระวังเรื่องไหน อาจารย์ชอบถามอะไร ทุกคนช่วยเหลือกัน ถ้ามีปัญหาก็ปรึกษาในสายรหัสได้

ตอนแรกก็งงว่าเราจะสนิทกันขนาดนั้นเลยเหรอ พอมาอยู่เองถึงรู้ว่าพี่ ๆ ใส่ใจเรามาก จนรู้สึกว่าถ้าพี่จะดูแลขนาดนี้ เราคงต้องโตเป็นซีเนียร์ที่ดีให้กับน้องบ้างแล้วล่ะ

ไม่นับว่า นอกจากพี่รหัสแล้ว เรายังมีพี่โต๊ะอาจารย์ใหญ่ พี่ชมรม พี่กิจกรรม ฯลฯ คณะนี้ก็เลยมีความเป็นพี่เป็นน้องเยอะแยะไปหมด

ก่อนจบเรื่องนี้พี่อยากพูดถึง คำๆ หนึ่งที่น้องจะค้นเจอบ่อย ๆ เวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับศิริราช นั่นคือ ‘ซีเนียริตี้’ หลายคนเข้าใจคำว่า ซีเนียริตี้ แปลว่า รุ่นพี่ถูกเสมอ ซึ่งความจริงแล้วเป็นความเข้าใจที่ผิด!!! เพราะที่ศิริราชเราจะคุยกันด้วยเหตุผลก่อน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง หรืออาจารย์ แต่ในบางครั้ง ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องต่างก็มีเหตุผลที่ดีพอๆ กัน ในสถานการณ์แบบนี้แหละ เราถึงตัดสินด้วยซีเนียริตี้ แต่ถ้าเหตุผลของพี่หรืออาจารย์ไม่ถูก คำว่า ซีเนียริตี้ก็เอามาใช้ไม่ได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นก่อนที่รุ่นพี่หรืออาจารย์จะได้ความเคารพจากรุ่นน้อง ก็ต้องเป็นคนที่มีเหตุผลที่ถูกต้อง และเป็นแบบอย่างของการตั้งมั่นในความถูกต้องมาก่อน คนที่จบจากคณะอื่น บางทีอาจจะไม่เข้าใจคำว่า ซีเนียริตี้ของศิริราช ได้ดีเท่ากับคนศิริราช เพราะฉะนั้นที่พี่บังคับรุ่นน้องจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ปัจจุบันเราไม่มีระบบโซตัสอีกแล้ว มีแต่การให้เกียรติกัน

ธรรมเนียมหนึ่งที่แสดงถึงซีเนียริตี้ของศิริราช คือ ‘การโค้ง’ ให้กัน เวลาเดินผ่าน การโค้งให้ ไม่ได้แปลว่า น้องด้อยกว่าพี่ แต่เป็นการทักทาย พี่ทักน้อง น้องทักพี่ ถ้าน้องโค้งเวลาเดินผ่าน พี่ก็ดีใจ แต่ถ้าไม่โค้งก็ไม่เป็นไร เพราะน้องอาจมองไม่เห็นหรือเรียนจบจากที่อื่น แต่ถ้าโค้งจะรู้เลยว่า เราคือพี่น้องศิริราช 

03 เรียนกับพี่

อีกเรื่องที่คนข้างนอกไม่ค่อยรู้ คือจริงๆ แล้ว เราเรียนกันแบบพี่สอนน้อง

พอขึ้นวอร์ด เราจะไม่ได้เรียนแค่กับอาจารย์เท่านั้น แต่เรียนจากพี่ๆ บนวอร์ดด้วย เช่น พี่ปี 5 อาจจะสอนน้องปี 4 เจาะเลือด พี่ปี 6 อาจสอนน้องปี 5 ใส่ท่อเครื่องช่วยหายใจ พี่เรสซิเดนท์หรือแพทย์ประจำบ้านซึ่งโตสุด ก็จะคอยดูแลอยู่อีกที โดยมีอาจารย์ควบคุมทั้งหมด ไล่เรียงเป็นชั้น ๆ เหมือนพีระมิดที่มีอาจารย์อยู่บนจุดสูงสุด

พอตอนเช้าอาจารย์ออกตรวจ พี่เรสซิเดนท์ก็จะประกบติดเราไปด้วย แต่อาจฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง พี่ก็จะมาสอนให้อีกที หรือน้องปี 4 ไปซักประวัติคนไข้ กลับมาเขียนชาร์ตรายงาน ก็จะเอามาให้พี่ ๆ ช่วยอ่านช่วยแก้ไขก่อนส่งอาจารย์ ถ้าถามว่า วิธีนี้ดียังไง พี่ว่ามันช่วยทำให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาอยู่ตลอด สงสัยอะไรก็ถามจากพี่ ๆ ได้เลย ไม่ต้องรออาจารย์ ซึ่งบางทีเราก็ไม่กล้าถาม บางวันอาจารย์ติดภารกิจต้องไปดูคนไข้ หรือเป็นช่วงอยู่เวร อาจารย์ไม่อยู่ เราก็ยังเรียนรู้กับพี่ ๆ ได้ ส่วนใหญ่ทุกคนยินดีสอนให้ แต่ความรู้เยอะความรู้น้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง ฮ่า ๆๆ 

ในทางกลับกัน พอเราเป็นพี่ รู้ว่าจะต้องสอนน้องด้วย ทำให้ต้องตั้งใจเรียนมากขึ้น ไม่อย่างนั้นบอกความรู้ผิด ๆ ออกไป จะอายน้องซะเปล่า ๆ 

ชีวิตบนวอร์ดอันหนักหน่วงที่ต้องผ่านไปด้วยกัน ยิ่งทำให้เราสนิทกันง่ายขึ้น บางทีเลิกงานก็ชวนกันไปหาอะไรกิน พอเปลี่ยนวอร์ดทีก็แอบใจหาย แต่ก็ทำให้เราได้รู้จักรุ่นพี่รุ่นน้องคนใหม่ ๆ เพิ่มไปอีก

มิตรภาพระหว่างพี่น้องศิริราชยังไม่ได้มีแค่ตอนเราเรียน เพื่อนพี่หลายคนเคยไปเจอรุ่นพี่ศิริราชที่จบมานานมากแล้วในโรงพยาบาลอำเภอ เขาก็จะมาต้อนรับอย่างดี สอนความรู้ให้ เหมือนกับที่มีคนพูดว่า เวลาเราไปที่ไหน ถ้าเจอพี่ศิริราชก็มั่นใจว่าเราน่าจะรอด

จะเห็นได้ว่าความเป็นพี่น้องศิริราชช่วยเราหลายด้าน ทั้งการเรียน การทำงาน การปรับตัว และแทบทุกคนทำให้กันด้วยความหวังดี ไม่ได้คาดหวังอะไรตอบแทน ทำให้เราอุ่นใจ และรู้สึกเหมือนว่าที่นี่เป็นครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่ง

ตอนที่ 4: เมื่อน้องต้องขึ้นวอร์ด

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 4 เมื่อน้องต้องขึ้นวอร์ด

“Arrest! Arrest! คนไข้ Arrest ค่ะ!”

เสียงพยาบาลตะโกนดังลั่นวอร์ด จากนั้นก็มีหมอ 3-4 คน วิ่งตรงไปที่เตียงคนไข้ คนหนึ่งกดหน้าอก อีกคนเช็กดูสายน้ำเกลือ เส้นกราฟหัวใจบนเครื่องกำลังกลายเป็นเส้นตรง หมอคนเดิมจึงสั่งให้เอาเครื่องช็อกไฟฟ้ามาช่วยชีวิตคนไข้ นับ 1-2-3 เครื่องทำงาน ร่างคนไข้ก็กระตุกขึ้น เหมือนมีอะไรมาดึงขึ้นจากเตียง สักพัก กราฟหัวใจเริ่มกลับมาเต้นเหมือนเดิม 

สำหรับน้องๆ ที่เพิ่งขึ้นวอร์ด คงเคยเห็นฉากแบบนี้ตามซีรีส์ต่างๆ มาบ้างแล้ว แน่นอนตอนดูผ่านหน้าจอก็สนุก ลุ้นระทึกดี แต่พอมาเจอของจริง หลายคนถึงกับไปไม่ถูกเลยทีเดียว แต่สำหรับอาชีพหมอแล้ว เราจะปล่อยให้ความตื่นเต้นตกใจมาครอบงำไม่ได้เป็นอันขาด เพราะทุกนาทีมีความหมาย หากช้าแค่เสี้ยววินาทีเดียว อาจทำให้คนไข้ตาย บาดเจ็บ หรือกลายเป็นเจ้าชายนิทราขึ้นมาก็ได้ ปี 4 จึงถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับการเรียนแพทย์ โดยเฉพาะที่ศิริราช เพราะเป็นตอนที่น้องๆ ทุกคนจะต้องงัดความรู้ทุกอย่างตั้งแต่ชั้นปี 1-3 ออกมาใช้ เพื่อช่วยอาจารย์และพี่ๆ แพทย์ประจำบ้านดูแลคนไข้บนวอร์ดอย่างเต็มที่

ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ชีวิตบนวอร์ดเต็มไปด้วยเรื่องราวและสีสันมากมาย ในบทความซีรีส์ “ของมันต้องรู้ ก่อนเรียนหมอศิริราช!!!” ตอนนี้ พี่เลยอยากพาน้องทุกคนมาสำรวจเรื่องราวต่างๆ บนหอผู้ป่วย กับภารกิจที่แสนหนักหน่วงของว่าที่คุณหมอ

01 บนวอร์ดคือการเล่นเกม

ตอนเรียนปี 1-3 น้องหลายคนอาจจะงง ๆ ว่าทำไมคณะถึงต้องอัดความรู้แบบโนลิมิตมาใส่สมองน้อย ๆ ของเรา ซึ่งบางครั้งคำตอบที่ได้ก็เป็นประเภท เรียนไปเถอะ อีกหน่อยก็รู้เอง จากนั้นก็ให้เราก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือกันต่อไป

แต่เมื่อน้องขึ้นปี 4 เรื่องที่เคยสงสัยมาตลอดก็จะได้รับคำตอบ เพราะน้องจะได้เจอกับคนไข้หลากหลาย ตั้งแต่ป่วยน้อยไปถึงป่วยมาก แล้วก็จะรู้ว่า สิ่งที่เรียนมา มันใช้ประโยชน์ได้อย่างไร แต่ก่อนที่น้องจะได้ขึ้นวอร์ด ที่ศิริราชเรามีพิธีการสำคัญเพื่อต้อนรับทุกคน คือ พิธีมอบหัวเข็มขัด โดยนอกจากเสื้อกาวน์และหัวเข็มขัดศิริราชแล้ว น้องยังได้รับหูฟัง (Stethoscope) ห้อยคอเป็นอุปกรณ์ประจำตัวอีกด้วย

ชีวิตบนวอร์ดต่างจากห้องเรียนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะเราไม่ได้เรียนรวมกัน 300 กว่าคนอีกแล้ว แต่ทั้งหมดจะถูกจับแยก แบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มหนึ่งประมาณสิบคน จากนั้นก็จะถูกส่งตัวไปประจำบนวอร์ดหรือหอผู้ป่วย เพื่อสัมผัสกับคนไข้อย่างใกล้ชิด 

บางคนโชคดีได้เรียนกับเพื่อนแก๊งเดิม ซึ่งศิริราชยังใจดี ให้น้องเลือกเพื่อนสนิทเป็นบัดดี้ คู่หูคู่เรียนได้คนหนึ่ง แต่โดยรวมๆ แล้ว น้องก็จะได้เจอกับเพื่อนที่ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไร ซึ่งจริงๆ ก็ต้องถือเป็นโอกาสดี เพราะหลายคนก็มาสนิทกันช่วงนี้ แถมบางทีอาจซี้กันมากกว่ากลุ่มเก่าอีกต่างหาก

สำหรับปี 4 เราจะขึ้นภาควิชาหลักที่เรียกว่า เมเจอร์วอร์ด มี 4 วอร์ดด้วยกัน คือ สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, ศัลยศาสตร์, อายุรศาสตร์ และกุมารเวชศาสตร์ เรียกย่อๆ ว่า “สู-ศัลย์-Med-เด็ก” โดยเราจะเรียนวนไปเรื่อย ๆ เหมือนเล่นเกมเปลี่ยนฐาน บางวอร์ดใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ แต่บางวอร์ดอาจลากยาวไปถึง 2 เดือน ซึ่งแต่ละวอร์ดก็จะมีความยากง่ายไม่เหมือนกัน

สำหรับวอร์ดแรกที่พี่อยากพูดถึง คือ Med ถือเป็นวอร์ดสุดหิน เพราะน้องต้องรับมือกับโรคสารพัด ตั้งแต่โรคเบสิกอย่างไข้หวัด ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ไปจนถึงโรคสุดพีคอย่างมะเร็ง โรคหัวใจ รวมไปถึงโรคใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ถ้าเป็นเกม ก็คงเหมือนกับเราต้องตะลุยฝ่าฝูงซอมบี้เพื่อไปหาคีย์ไอเท็มมาไขปริศนา แต่หลายคนบอกว่า ถ้าได้ขึ้นวอร์ดนี้ก่อนคือโชคดี เพราะจะเห็นภาพรวมของการทำงานเกือบครบ

ส่วนบรรยากาศในวอร์ดก็เป็นแบบที่เคยเห็นตามละคร คือ มีคนไข้นอนเรียงราย บางคนก็มีสายระโยงระยาง ทั้งสายน้ำเกลือ ถุงเลือด เครื่องช่วยหายใจ จำได้ว่า ตอนขึ้นวอร์ดครั้งแรก พี่ก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ยิ่งมาเจอคนไข้อาการหนัก ก็ยิ่งเครียด ยิ่งกลัวว่าจะทำอะไรพลาดหรือเปล่า ต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่ถึงจะเข้าที่เข้าทาง

วอร์ดต่อมาก็คือ สูติ ซึ่งคนไข้ทั้งหมดเป็นผู้หญิง โดยแบ่งงานเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ อย่างแรก คือ สูติศาสตร์ พูดเรื่องการเกิดล้วนๆ ไล่มาตั้งแต่ตั้งครรภ์ ฝากครรภ์ การคลอด อีกส่วนคือ นรีเวชวิทยา เน้นเรื่องระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ตั้งแต่การตรวจภายใน ขึ้นขาหยั่ง ดูมดลูก รังไข่ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

ภาพจำของสูติศาสตร์ก็คือ บรรดาคุณแม่ทั้งหลายซึ่งจะมาหาอาจารย์เป็นระยะเพื่อเช็กว่า ตอนนี้ลูกเป็นยังไงบ้าง สุขภาพแข็งแรงดีหรือเปล่า ส่วนนรีเวช ก็จะเต็มไปด้วยป้า ๆ น้า ๆ บรรยากาศเป็นกันเอง คนไข้จะเอ็นดูน้องๆ มากเป็นพิเศษ เหมือนเจอลูกหลาน ถามอะไรก็ตอบ ถ้าเป็นเกมก็แนว RPG เน้นการคุย เก็บเลเวล

วอร์ดเด็กจะคล้าย ๆ กับวอร์ด Med แต่เปลี่ยนจากผู้ใหญ่เป็นเด็กแทน บรรยากาศก็จะสดใส เพราะมีเด็ก ๆ น่ารัก เต็มไปหมด อีกความพิเศษหนึ่งคือ อาจารย์วอร์ดนี้จะใจดีมาก เหมือนอยู่ในโลกการ์ตูนแฟนซียังไงยังงั้น

และสุดท้าย วอร์ดศัลย์ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเกมแอ็กชัน เพราะเน้นเรื่องผ่าตัดล้วนๆ โดยอาจารย์ส่วนใหญ่ของวอร์ดนี้จะเป็นผู้ชาย บรรยากาศก็จะลุยๆ เซอร์ๆ คุยกับคนไข้แบบตรงๆ แถมวอร์ด ER ก็จะอยู่ภายใต้วอร์ดศัลย์อีกที พวกเคสฉุกเฉิน คนไข้อุบัติเหตุทั้งหลาย ก็จะมาลงที่นี่หมด ถ้าใครมาอยู่ที่นี่รับรองว่าเหนื่อยสุดๆ

02 ความรู้ที่ล่องลอยในอากาศ

รู้จักวอร์ดหลัก ๆ ไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงการใช้ชีวิตบนวอร์ดกันบ้าง เพราะน้องยังเป็นมือใหม่อยู่ อาจารย์ก็เลยไม่ได้มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบอะไรให้มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องจะได้อยู่เฉย ๆ 

อย่างแรกเลย น้องจะต้องเริ่มรู้จักทำงานกับคนอื่น ทั้งพี่ปี 5 พี่ปี 6 (ที่เรียกว่า Extern) พี่แพทย์ใช้ทุน (Intern) และพี่แพทย์ประจำบ้าน (Resident) รวมไปถึงอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น เช่น พี่พยาบาล พี่เภสัชกร การทำงานบนวอร์ดจะเน้นเรื่องทีมเวิร์ก เหมือนเราเล่นฟุตบอล ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่นด้วย จะมาบุกเดี่ยว กะโชว์หล่อ ยิงประตูคนเดียว ไม่สนใจคนอื่นไม่ได้

หน้าที่หลักของปี 4 คือ การดูแลคนไข้กลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 4-5 เตียง น้องจะต้องซักประวัติผู้ป่วย พูดคุย ติดตามอาการ แล้วนำมารายงานอาจารย์ โดยเวลาปฏิบัติหน้าที่เรียกกันว่า “ราวด์วอร์ด” ชีวิตหลังจากนี้แทบบอกลาการนอนตื่นสายได้เลย เพราะน้องจะต้องมาราวด์วอร์ดตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง เพราะฉะนั้นต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องลุกขึ้นมาให้ทัน

พอถึงวอร์ด เราก็จะได้รับชาร์ตคนไข้ซึ่งบอกข้อมูลของผู้ป่วย ตั้งแต่อาการเป็นยังไง ผ่าตัดอะไรไปบ้าง ให้ยาอะไรไปแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการซักประวัติ แน่นอน การถามหรือการพูดคุย หลายคนอาจคิดว่าเป็นของง่าย ๆ แต่พี่บอกได้เลยว่า มันไม่หมูอย่างที่คิด บางคนถามได้ 2-3 ข้อก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อ เพราะฉะนั้นก่อนคุย พี่ ๆ ก็จะมาประกบคอยบรีฟคำถาม รวมถึงให้เคล็ดลับต่าง ๆ เช่น อย่าทำเหมือนสอบสวน เน้นชวนคุยเพื่อให้คนไข้ผ่อนคลาย คิดเสมอว่า คนไข้ก็เหมือนญาติของเรา รับรองว่าคำตอบดี ๆ จะตามมาเอง และเมื่อน้องถามเสร็จ พี่ ๆ ก็จะมาราวด์วอร์ดต่ออีกที เพื่อตรวจเช็กว่าสิ่งที่น้องเขียนมาถูกต้องหรือเปล่า ก่อนที่อาจารย์จะมาตรวจซ้ำเป็นรอบสุดท้าย พร้อมกับสอนและให้ความรู้ไปด้วย การเรียนบนวอร์ดจึงไม่ได้มีรูปแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นอาการคนไข้แต่ละคนเป็นยังไง 

นอกจากนี้ อะไรที่เราช่วยพี่ ๆ ได้ก็ต้องพยายามช่วย อาจเริ่มจากหัตถการง่าย ๆ อย่าง เจาะตรวจน้ำตาลที่ปลายนิ้ว ดูความเข้มข้นของเลือด ลองเย็บแผล ลองตัดไหม พี่ ๆ มักเปิดโอกาสให้เราลองอยู่แล้ว ขอแค่อย่ากลัว ถ้าเราทำผิดเขาจะรีบบอกทันที

ภารกิจอีกอย่างในชั้นปี 4 คือการไปตรวจผู้ป่วยนอก หรือออก OPD

ที่ศิริราช นักศึกษา 1 คน จะได้ประกบคู่กับอาจารย์ 1 ท่าน ในห้องตรวจ อาจารย์จะให้เราซักประวัติแล้ววินิจฉัยอาการคนไข้ให้ฟัง จากนั้นก็อธิบายให้รู้ว่าต้องคิดอย่างไร เริ่มจากจุดไหน อาจารย์ที่เก่ง ๆ จะมีวิธีคิดที่เป็นระบบ มองทีเดียวทะลุปรุโปร่ง จึงเป็นโอกาสดีของการเรียนรู้

อีกสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตคือการอยู่เวร ถ้าเป็นปี 4 จะอยู่เวรไม่เกินเที่ยงคืน เช่น เลิกเรียน 5 โมง อาจต้องอยู่เวรถึง 5 ทุ่ม แต่พอปี 5-6 ต้องอยู่เวรข้ามคืน บางที 24 ชั่วโมง เราต้องนอนในวอร์ด พอมีเคสฉุกเฉินก็จะมีคนโทรมาตาม

ชีวิตช่วงนี้เป็นช่วงที่หนักสุด ๆ หนักแบบที่ว่าบางคนจะตายให้ได้ เพราะทำงานแทบไม่มีวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ที่เพื่อนคณะอื่นไปเที่ยวเล่น เราก็ต้องมานั่งอยู่เวร แต่ก็อย่างว่า คนเราเลือกเวลาป่วยไม่ได้ จึงเป็นหน้าที่ของหมอ และนักศึกษาแพทย์ที่ต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

ส่วนการสอบก็มีหลายแบบ ทั้งแบบทฤษฎี และปฏิบัติ บางวอร์ดอาจให้สอบปากเปล่ากับอาจารย์ตัวต่อตัว ซึ่งบอกเลยว่า น่ากลัวมาก เพราะอาจารย์มักจะมอบหมายเคสผู้ป่วยแบบเจาะลึก 1 เคส มาให้เราซักประวัติ ตรวจร่างกาย แล้วบอกให้ได้ว่าเขาเป็นโรคอะไร หรือบางทีอาจารย์อยากถามอะไรก็ถาม ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ในตำรานั่นแหละ เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันอยู่หน้าไหนเท่านั้นเอง

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีทางให้น้องผ่านไปได้ หนึ่งคือ ต้องคอยสังเกตวิธีการทำงานของพี่ ๆ และอาจารย์ ตั้งใจฟังเวลาพวกเขาอธิบาย อะไรที่ดีก็เก็บมาใช้ อันไหนไม่เข้าใจให้รีบถามตอนนั้นเลย พยายามหาโอกาสฝึกทำหัตถการบ่อย ๆ เพิ่มประสบการณ์ และความที่เนื้อหามีเยอะมาก พอกลับมาถึงหอ อย่าลืมจดว่าเราได้เรียนรู้อะไรวันนี้ ต้องทบทวนหรืออ่านอะไรเพิ่มเติมบ้าง อันไหนที่วันนี้เราตอบอาจารย์ไม่ได้ พรุ่งนี้เราน่าจะตอบได้แล้ว 

ที่สำคัญ แม้ชีวิตบนวอร์ดจะเหนื่อย แต่ข้อดีคือ การเรียนกับคนไข้จริงสนุกกว่าเรียนเลกเชอร์เยอะมาก และยังทำให้เรารู้ตัวว่า สิ่งที่เรียนมาตั้งเยอะ มันช่วยคนไข้ได้จริงๆ

03 ประสบการณ์ไม่รู้ลืม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น พี่จะขอยกตัวอย่างประสบการณ์บนวอร์ดที่น่าสนใจให้น้องฟังก็แล้วกัน

ถ้าเป็นวอร์ดศัลย์ แน่นอนต้องเป็นการเข้าห้องผ่าตัด น้องจะได้เห็นการทำงานของอาจารย์อย่างใกล้ชิดว่า กว่าที่คนไข้จะกลับมาสุขภาพดีได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง แถมการเข้าห้องผ่าตัดก็บอกเลยว่าซับซ้อนมากๆ ตั้งแต่การใส่ชุดผ่าตัด การสวมถุงมือแบบปลอดเชื้อ ซึ่งกว่าจะใส่ได้ก็ต้องระมัดระวังตัวเองแบบสุดๆ หรือการล้างมือ พอล้างเสร็จก็ยังต้องยกค้างไว้ตลอด เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกจากร่างกายตกลงไปใส่มือ เพราะถ้าเรานำเชื้อโรคไปติดคนไข้ จะเป็นอันตรายร้ายแรงมาก

ครั้งแรกที่เห็นอวัยวะภายในของมนุษย์ที่ยังมีชีวิต บอกเลยว่า ไม่เหมือนกับตอนเรียนกรอสเลย ไหนจะเป็นสมองสีเหลือง ลำไส้ที่ขดไปมาในช่องท้อง หัวใจที่ยังเต้นตุบตับ อาจารย์หมอก็จะผ่าไปแล้วชี้ให้เราดูอวัยวะต่างๆ ไป ความรู้ตอนปี 2 ที่เกือบลืมไปหมด ก็จะถูกงัดกลับมาใช้ตอนนี้ 

ในห้องผ่าตัด เราจะได้เห็นทักษะขั้นเทพของอาจารย์ในการลงมีด เห็นทีมเวิร์กของทีมงานฝ่ายต่างๆ ความรวดเร็วในการส่งเครื่องไม้เครื่องมือ แถมบางครั้งการผ่าตัดก็ยาวนาน ผ่าตอนบ่ายมาเสร็จอีกทีตอนเช้ามืด แต่เราแทบไม่เห็นอาจารย์หยุดมือ หรือพักเหนื่อยเลย เพราะการผ่าตัดยิ่งใช้เวลานานมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อชีวิตคนไข้เท่านั้น

ต่อมาคือ วอร์ดสูติ น้องๆ หลายคนมักจะได้สิทธิให้เข้าห้องคลอด โดยเฉพาะตอนเชียร์คุณแม่เบ่งคลอด แถมบางครั้งอาจารย์ก็ใจดี บอกให้เราอุ้มทารกแรกเกิดไปให้คุณแม่อีกต่างหาก แล้วเราจะได้เห็นช็อตประทับใจตอนคุณแม่เห็นหน้าลูกครั้งแรก ซึ่งหลายคนถึงขั้นกลั้นน้ำตาไม่ไหว 

ส่วนวอร์ด Med สิ่งที่ทำให้เราทึ่งอยู่เสมอคือ การวินิจฉัยโรค เพราะอาจารย์วอร์ดนี้จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับ Google ฉบับมนุษย์ ถามอะไรก็ตอบได้ บางทีพวกเรากับพี่เดนท์กำลังช่วยกันคิดว่าจะรับมือกับคนไข้ยังไงดี จู่ๆ ก็มีอาจารย์โผล่เข้ามาด้วย จากนั้นก็ชี้ทางออกให้เรียบร้อย ไม่ธรรมดาจริงๆ

วอร์ดเด็กมีความพิเศษไปอีกแบบ โดยอาจารย์มักจะสอนเสมอว่า การรักษาเด็กนั้นไม่ใช่รักษาแค่โรค แต่ยังต้องดูไปถึงพัฒนาการ อาหาร วัคซีน รวมถึงครอบครัวของเด็กว่าเป็นยังไง เพื่อจะได้นำมาคิดและวางแผนการรักษาให้ถูกต้อง และอย่างที่เคยบอกว่า อาจารย์วอร์ดนี้ได้ชื่อว่านางฟ้าตัวจริง ใจดีสุดๆ แถมเวลาที่เห็นน้องบางคนตอนเข้ามาร้องไห้งอแง พอถึงวันสุดท้ายกลับโบกมือยิ้มแย้มไม่ยอมหยุด มันเป็นความรู้สึกดีสุด ๆ เพราะอย่างน้อย ๆ เราก็มีส่วนช่วยทำให้น้อง ๆ กลับมาสดใสได้อีกครั้ง 

ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงานบนวอร์ด เราจะพบกับเหตุการณ์มากมาย มีทั้งลุ้น ทั้งตื่นเต้น บางครั้งก็โคตรเศร้า แต่พี่ก็เชื่อว่า ทุกคนก็น่าจะได้เจอกับเคสคนไข้ที่ประทับใจไม่มากก็น้อย อย่างพี่เอง จำได้ว่าตอนปี 5 เคยช่วยดูแลคนไข้คนหนึ่ง เป็นคุณป้าที่มาด้วยภาวะไตวาย ตอนนั้นตี 2 แล้ว เหลือแค่พี่กับพี่เดนท์สองคน เราต้องช่วยกันใส่เครื่องช่วยหายใจ เฝ้าอาการคนไข้จนแทบไม่ได้นอน พอความดันตกก็ต้องปรับน้ำเกลือ ปรับยาไปเรื่อยๆ จนอาการคนไข้พ้นวิกฤติ เอาเครื่องช่วยหายใจออกได้ แต่ถึงอย่างนั้น พี่ก็ต้องแวะมาดูคนไข้ทุกวัน เจาะน้ำตาล คุยกับคุณป้า แถมตอนแกจะออกจากโรงพยาบาล พี่ยังบอกแกว่า ต่อไปห้ามซื้อยาชุดมากินเอง เดี๋ยวไตจะวาย ผ่านไปปีหนึ่ง ตอนพี่ไปห้างกำลังจะกลับมาศิริราช ก็เจอคุณป้าโดยบังเอิญ เพราะแกเป็นวินแถวนั้นพอดี ป้าแกก็จำพี่ได้เลย บอกว่าตอนนี้หายดีแล้ว แถมตอนมาส่งที่คณะยังไม่ยอมรับตังค์อีกต่างหาก พี่ก็ต้องตื๊ออยู่นาน จนแกยอมรับ นี่แหละคือผลจากความตั้งใจของเราที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้ 

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ขึ้นวอร์ดที่พี่อยากเล่าให้ฟัง ที่สำคัญ พี่อยากจะขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ อาจารย์ และคนไข้บนวอร์ด ซึ่งคอยช่วยเหลือ และทำให้เราผ่านช่วงเวลายากๆ มาได้ จนกลายเป็นแพทย์เต็มตัวเหมือนอย่างตอนนี้

ตอนที่ 5: เมื่อน้องหมดไฟเรียนหมอ

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 5 เมื่อน้องหมดไฟเรียนหมอ

“ไม่ไหวแล้วโว้ย”

นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งตะโกนขึ้น หลังอ่านหนังสือสอบจนไม่ได้นอนมาทั้งคืน

หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่า หมอเป็นคณะที่เรียนหนักโคตร!!!

เรื่องนี้ไม่ต้องไปดูที่ไหน แค่ลองถาม Google คำตอบก็เหมือนกันหมด

แต่สิ่งที่น้องหลายคนอาจจินตนาการไปไม่ถึงคือ การเรียนหมอมันไม่ได้หนักธรรมดา เพราะยิ่งเรียนไป น้องจะเข้าใจคำว่า “ได้อีก!!” แบบสุดๆ เพราะยิ่งเรียนก็มีแต่ยิ่งหนักขึ้น เวลากิน เวลานอนแทบไม่เหลือ เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจ ทำไมใครๆ ถึงชอบบอกว่า เรียนแพทย์ ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด และอย่างน้อยๆ ก็ต้องเกิดอาการ Burnout หรือ หมดไฟ คนละ 1-2 ครั้ง หรือบางคนอาจหนักหน่อย อยากลาออกไปเรียนที่อื่นเลยก็มี

อย่างพี่เอง บางทีก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า ตัดสินใจถูกหรือเปล่า??

เพราะถ้าเรียนคณะอื่น อาจชิลกว่านี้ สบายกว่านี้ เสาร์-อาทิตย์ อยากไปไหนก็ได้ไป ไม่ต้องมากลัวว่าจะอ่านหนังสือทันไหม หรือวันนี้ต้องอยู่เวรหรือเปล่า

แต่อย่างว่า นี่คือชีวิตที่เราเลือกแล้ว เมื่อตัดสินใจว่าอยากจะช่วยเหลือคนอื่น ถ้าไม่ยอมเหนื่อยวันนี้ พอเจอคนไข้จริงๆ มีหวังเรานี่แหละที่จะตายแน่ๆ

ในบทความตอนนี้ พี่ก็เลยมาแชร์ประสบการณ์ถึงเคล็ดลับที่ช่วยให้น้องๆ ผ่านช่วง Burnout ไปให้ได้ และสามารถเรียนจนจบแบบไม่เครียดเกินจนต้องถอดใจไปก่อน

 

01 เครียดได้ แต่ต้องรอด!!

รุ่นพี่กลุ่มหนึ่งเคยทำการศึกษาเรื่องความสุขของนักศึกษาแพทย์ พบว่าพวกเรามีช่วงเวลาที่เส้นกราฟของความสุขต่ำที่สุดอยู่ 2 ช่วงหลัก ๆ คือ ตอนปี 2 กับปี 4 ถามว่าทำไมต้องเป็น 2 ช่วงนี้ด้วย คำตอบก็คือ มันเป็นช่วงที่วิธีการเรียนของเราเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เหมือนเรากำลังขับรถมาดี ๆ แล้ว จู่ ๆ ก็เจอโค้งหักศอก หากเลี้ยวไม่ทันมีหวังดับอนาถชัวร์

เพื่อให้เห็นภาพแบบชัด ๆ ตอนเข้าปี 1 ในเน็ตก็ชอบบอกตรงกันว่าชิลสุด ๆ จนเหมือนมาส่งท้าย ม.ปลาย เพราะเนื้อหาที่เรียนแทบไม่เกี่ยวกับวิชาแพทย์เลย หลายคนก็เลยใช้ชีวิตตอนนี้เต็มที่ ทั้งขี่จักรยานรอบรั้วศาลายา ตระเวนหาของอร่อย เมาท์มอยกับเพื่อนฝูง บางคนก็เจอแฟน อินเลิฟสุดๆ เหมือนอยู่ในโลกแห่งความฝัน

แต่พอขึ้นปี 2 เท่านั้นแหละ เหมือนโลกพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะการเรียนที่เคยชิลๆ ไม่มีอีกแล้ว น้องกำลังจะเจอกับศึกหนัก วัน ๆ ต้องทุ่มเทให้กับการเรียน ตั้งแต่เข้าเลกเชอร์ ผ่าอาจารย์ใหญ่ ท่องจำอวัยวะทุกชิ้นในร่างกาย ซึ่งบอกเลยว่า แค่ชื่อก็จำลำบากแล้ว เพราะเป็นภาษาละตินล้วนๆ เทียบได้กับเราต้องเผชิญกับพายุความรู้ ที่พร้อมจะหอบเอาเนื้อหามหาศาลมาทุ่มใส่สมองน้อยๆ ของเราแบบไม่มียั้ง 

แต่สิ่งที่ทำให้น้องหลายคนถึงกับหลอน คือ การสอบที่เรียกว่า ถี่ยิบ

เพราะถ้าเป็นคณะอื่น เขาก็จะมี Midterm กับ Final แล้วก็อาจจะมีเก็บคะแนนนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อวัดว่าน้องตั้งใจเรียนหรือเปล่า แต่ที่ศิริราชไม่เหมือนใคร เพราะเราเรียนเป็นเรื่อง ๆ เรื่องละ 2-3 สัปดาห์ พอเรียนเสร็จก็สอบทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นเทอมหนึ่งอาจจะต้องสอบ 5-6 ครั้ง จนไม่ได้หยุดพักสมองยาว ๆ เพราะพอสอบวิชาหนึ่งเสร็จ ก็ต้องเตรียมอ่านเนื้อหาเรื่องต่อไปทันที

เมื่อเป็นแบบนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วจะไปเที่ยวที่ไหนนาน ๆ ได้มั้ย ก็ตอบตรง ๆ เลยว่า ไปได้ แต่หลายคนเลือกไม่ไป เพราะถึงไปก็รู้สึกไม่สุดอยู่ดี ในใจยังห่วงว่าเดี๋ยวจะอ่านหนังสือไม่ทัน เพื่อตัดปัญหา บางคนก็เลยไม่ไปไหนมันซะเลย อยู่ห้องนั่งทบทวนตำราดีกว่า หากเมื่อยถึงค่อยออกไปยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกาย เดินเล่นแถว ๆ โรงพยาบาลก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่าแปลกใจว่าทำไมเพื่อนหลายคนถึงเลิกกับแฟน โดยเฉพาะพวกที่มีแฟนอยู่นอกคณะ ก็ไม่มีเวลาให้สวีตกันเลยนี่หว่า!!

อีกเรื่องที่พาเครียดสุด ๆ ก็คือ ตอนผลคะแนนสอบออกมา เพราะน้องบางคน ทั้งชีวิตเป็นที่หนึ่งมาตลอด สอบกี่รอบก็ได้ 4.00 เคยเป็นตัวแทนประเทศไปแข่งโอลิมปิกวิชาการ แต่พอมาเรียนหมอ ชีวิตพลิกกลับ คะแนนร่วงมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว บางคนหนักถึงขั้นหลุดมาอยู่โซนล่าง ๆ เลยเกิดอาการเฟล หมดความมั่นใจ 

นี่แหละคือ ประสบการณ์ Burnout แรก ๆ ที่หลายคนต้องเผชิญ เพราะไหนจะเหนื่อย จะหนัก แถมบางครั้งผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาก็ไม่เป็นดั่งใจ จนบางคนทนไม่ไหว ร้องไห้ จิตตก ต้องโทรไประบายกับพ่อแม่ ดีไม่ดีถึงขั้นอยากซิ่วเลิกเรียนหมอเลยก็มี 

แต่ก็ใช่ว่าเรื่องแบบนี้จะไม่มีทางออก หัวใจสำคัญของการเรียนก็คือ ต้องหาสไตล์การเรียนของตัวเองให้เจอ อย่างเด็กสายวิทย์บางคนเป็นพวกคิดเก่ง คำนวณเยี่ยม แต่ถ้าให้มาท่องสูตร จำศัพท์แปลก ๆ อาจไม่ไหว แบบนี้ก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นก็อาจเรียนหมอไม่รอด เพราะมีเรื่องให้จำเยอะมาก

อีกเรื่องที่ทำให้หลายคนรู้สึกหมดไฟ คือ ช่วงปี 2-3 เราเรียนแต่ทฤษฎีล้วน ๆ เรียกว่ารับอย่างเดียว น้องหลายคนก็เลยโฟกัสไม่ถูก ไม่รู้จะเรียนไปทำไม อย่างนี้พี่ขอแนะนำวิธีระบายคือ ลองหากิจกรรมที่เราจะนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้

น้องคนหนึ่งเล่าว่า เขาเคยไปค่ายหมออาสาพัฒนาชุมชน แรก ๆ ที่ไปก็ไม่คิดอะไรมาก แต่พอได้เจอคุณปู่คุณย่า มาขอคำแนะนำ เรียกเราว่าคุณหมอ ขอให้ช่วยดูโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็เหมือนช่วยปลดปล่อยสิ่งที่อัดแน่นในสมองออกมา เริ่มรู้ตัวแล้วว่า สิ่งที่เรียนมาเป็นปี ๆ ใช้ทำอะไรได้บ้าง อาการ Burnout ที่มีก็เริ่มเบาลงไปด้วย

นอกจากปี 2 ที่กราฟความสุขตก ปี 4 ก็เป็นอีกปีที่น่าเป็นห่วง เพราะวิธีเรียนตอนปี 3 กับปี 4 แทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย เพราะตอนนี้น้องจะไม่ได้มานั่งเรียนในห้อง จดเลกเชอร์ท่องตำราแบบเก่า แต่ต้องแวะเวียนตามวอร์ดต่าง ๆ งัดความรู้ที่สั่งสมมาใช้กับคนไข้จริง ทั้งซักประวัติ เขียนชาร์ตรายงาน ทำหัตถการเล็ก ๆ น้อย ๆ คอยเป็นลูกมือให้บรรดาอาจารย์ และรุ่นพี่ทุกคน

หลายคนบอกว่านี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิตการเรียนเลย อย่างบางคนที่เคยเรียนแย่ๆ เกือบสอบตก กลายเป็นเรียนดีผิดหูผิดตา เพราะพื้นฐานของน้องบางคนชอบปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี พอได้ลงมือทำงานก็เลยสนุก คะแนนก็เลยดีขึ้นตามไปด้วย แต่ก็มีน้องบางคนเหมือนกัน จากที่เคยเป็นแถวหน้าของรุ่น แต่พอขึ้นวอร์ดเกรดตกฮวบ เพราะชินกับการท่องจำมาตลอด จนเริ่มมีอาการเซ็ง ไม่อยากเป็นหมอขึ้นมาซะอย่างนั้น แบบนี้ก็ต้องหาวิธีปรับจูนให้เหมาะสม

อย่างแรกที่ต้องปรับคือ การสื่อสาร เพราะน้องต้องใช้ทักษะนี้พูดคุยกับคนไข้ รวมถึงบรรดาอาจารย์และพี่ๆ เพื่อให้เกิดทีมเวิร์กขึ้นมา ใครที่ไม่ค่อยชอบคุยกับคนอื่น ก็ต้องฝึกเรื่องนี้ให้มาก ๆ

อีกเรื่องคือ เนื้อหาการเรียน มีคนชอบบอกว่าความรู้ในชั้นคลินิกก็เหมือนมหาสมุทร เพราะมันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มี 1-2-3-4 เหมือนความรู้ใน Textbook และเวลาอาจารย์อยากถามอะไร ก็มักจะถามขึ้นมาเลย เราจึงต้องเตรียมตัว ท่องตำรา รวมทั้งคอยสังเกตอาการของคนไข้ที่ดูแลว่าเป็นอย่างไร ควรรักษาแบบไหน

แค่ที่เล่ามาน้องอาจคิดว่าเยอะแล้วใช่ไหม แต่บอกเลยแค่นี้จิ๊บๆ ยังมีเรื่องที่ดูดพลังเรามากสุดอีกเรื่อง คือ เวลา

เพราะสิ่งที่อยู่คู่กับการขึ้นวอร์ด ก็คือการเข้าเวร บางวันขึ้นวอร์ดตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ลงมาอีกทีก็มืดแล้ว เรียกว่าทำงานเกินเวลาคนทั่วไป แถมลงมาแล้วก็ไม่ได้หลับฝันดี เพราะต้องเคลียร์งานที่อาจารย์สั่ง หรือทบทวนความรู้อย่างที่บอก แถมปีหนึ่งอาจได้หยุดแค่ 2 ครั้งคือ ปีใหม่กับสงกรานต์ เพราะฉะนั้นก่อนขึ้นวอร์ด น้องก็ต้องเตรียมกายเตรียมใจให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นอาจท้อไปก่อน

แต่ถึงการทำงานทั้งหมดจะทำให้เกิดอาการ Burnout ขึ้นมาได้ง่ายๆ ถ้าน้องผ่านไปได้ น้องก็จะเข้มแข็งขึ้น และมีประสบการณ์ที่ช่วยให้รับมือกับศึกหนักที่จะมาทดสอบน้องอยู่เรื่อย ๆ

ที่สำคัญ น้องควรต้องมองความเครียดในมุมใหม่ อาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกกับพี่ว่า ความเครียดเป็นเรื่องธรรมชาติ ต่อให้น้องเรียนอะไร หรือทำงานที่ไหน ก็ไม่มีทางหนีความเครียดไปได้

และถ้าจะว่าไปแล้ว ความเครียดก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะถ้าเราสบายเกินไป แปลว่าตอนนั้นน้องอาจไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เลย แต่ถ้าน้องเครียดกำลังดี มันจะกระตุ้นให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้นถ้าน้องรู้ทันและไม่ปล่อยให้ตัวเองเครียดจนเกินไป ชีวิตเราก็จะมีความสุขขึ้นแน่นอน

 

02 เรียนแพทย์ คือวิ่งมาราธอน

คราวนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญ คือ เราจะรู้เท่าทันความเครียดได้ยังไง?

สิ่งแรกที่น้องต้องหาให้เจอก็คือ ความเครียดของเรามาจากไหน ซึ่งสาเหตุก็มีตั้งแต่เรียนหนัก ตั้งความคาดหวังสูงเกิน จนถึงรู้สึกกังวลกับตัวเองไปซะทุกเรื่อง

ถ้าน้องเครียดเพราะเนื้อหายากและเยอะ พี่อยากให้น้องทำความเข้าใจก่อนว่า ศิริราชไม่ได้ยัดเยียดให้รู้ทุกอย่าง แต่คัดมาแล้วว่า จำเป็นจริง ๆ เพราะที่นี่เชื่อว่าการเรียนหนักทำให้เรามีความรู้แน่น มีประสบการณ์ เจอคนไข้ก็พร้อมดึงมาใช้ได้ทันที ไม่ต้องเปิดตำราให้เสียเวลา ตอนเรียนน้องอาจไม่รู้สึกอะไรมาก แต่พอไปทำงานจะรู้เองว่า นี่คือประโยชน์อย่างแท้จริง แต่แน่นอนว่า คงไม่มีใครจำได้ทุกอย่าง เคล็ดลับที่พี่ใช้เสมอ คือ ตรงไหนที่อาจารย์ย้ำบ่อยๆ แสดงว่ามีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะออกสอบ พี่ก็จะไฮไลต์ส่วนนั้นเอาไว้ พอเรียนเสร็จก็เอามาทบทวนบ่อยๆ โอกาสรอดตัวตอนสอบก็มีมากขึ้นแล้ว 

ข้อดีอีกข้อของศิริราชคือ เราไม่ได้ตัดเกรดอิงกลุ่ม แต่ใช้วิธีอิงเกณฑ์ หมายความว่า ถ้าคะแนนถึงก็ได้ A ไป ทำให้บรรยากาศการเรียนเป็นแบบช่วยเหลือกัน เพราะทุกคนมีคู่แข่งคนเดียวคือตัวเอง

เพื่อนถือว่าสำคัญมาก ตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามเพื่อนได้ ตรงไหนเพื่อนงง ถ้าเรารู้ก็ช่วยสอน บางทีก่อนสอบก็ช่วยกันติว ดีกว่าเรียนอยู่คนเดียว ปกติทุกรุ่นในศิริราชจะมีตำแหน่ง “ฝ่ายวิชาการรุ่น” คือเพื่อนที่รับอาสาช่วยทำชีทสรุปให้ เช่น เรียนไป 4 คาบแล้ว ควรต้องรู้อะไรบ้าง ตอนใกล้สอบกรอส ฝ่ายวิชาการก็จะสร้างข้อสอบจำลอง ไปผูกกับอาจารย์ใหญ่ ให้ลองสอบก็มี เป็นอะไรที่ดีมาก ๆ แล้วเวลาที่เราเครียด เหนื่อย อยากระบาย ก็เพื่อนอีกนั่นแหละที่ช่วยรับฟังและให้กำลังใจ จนเรากลับมามีพลังต่อสู้กับความยากลำบากได้

อีกสาเหตุที่มักทำให้เราเครียดกันคือ แบ่งเวลาไม่ได้ ไม่ยอมผ่อนคลาย

อย่างช่วงแรก ๆ ที่คะแนนตก เป็นเพราะพี่เอาแต่เรียนกับอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ไม่ทำอย่างอื่นเลย กลัวอ่านไม่ทัน จนรูมเมทต้องเตือนว่า “มึงจะอ่านหนังสืออย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำอย่างอื่นบ้าง” ซึ่งก็ถูกของมันเพราะถ้าเรามัวจมกับเรื่องนี้อย่างเดียว สุดท้ายยิ่งเครียด สุขภาพก็แย่ แล้วจะไปรักษาคนไข้ได้ยังไง 

ความเครียดจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับวิธีจัดการด้วย หลักของพี่คือ ถ้ารู้สึกว่าเครียดเกินไป ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น หากิจกรรมเคลียร์สมอง มีตั้งแต่คุยกับเพื่อน ไปหาของกิน ไปวิ่ง ออกกำลังกาย นอนได้ก็นอน ตื่นมาเอาใหม่ พักผ่อนให้เต็มที่ เพราะถ้าฝืนอ่านยังไงก็ไม่เข้าหัว อีกอย่างคือ เราไม่ควรกดดันตัวเองเกินไป ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มอ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะอ่านแค่ 20 เปอร์เซ็นต์แล้วก็พัก ดีกว่าอัดๆ ลงไปจนสุดท้ายพัง 

วันไหนถ้าอ่านจนเหนื่อยมาก ๆ ก็ให้รางวัลตัวเองบ้าง เช่น ดูหนัง ดูซีรีส์ กินของอร่อย รวมถึงพยายามแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น ใน 1 อาทิตย์วางแผนว่าจะออกกำลังกายให้ได้ 3 วัน เพราะสุขภาพกาย สุขภาพใจ ก็สำคัญไม่แพ้ผลการเรียน

ความคาดหวัง ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เครียด นักศึกษาแพทย์ส่วนใหญ่มักจะเคยเป็นที่หนึ่งมาก่อน แต่พอมาอยู่ที่นี่ ถ้าน้องยังกังวลว่าทุกอย่างต้องเหมือนเดิม แบบนี้จะทุกข์เปล่าๆ อยากให้ลองเปลี่ยนความคิดว่า ไม่ต้องเป็นที่หนึ่งก็ได้ แต่ค่อยๆ เรียน แล้วเก็บความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ ตรงนี้สำคัญกว่าไหม

พี่เคยคิดเล่น ๆ ว่า คนที่ได้ A กับคนที่ได้ C ต่างกันยังไง จริงๆ แล้วคนที่ได้ A อาจจะลืมหลังสอบ แต่คนที่ได้ C ลืมก่อนสอบ ดังนั้นการสอบมันไม่ได้วัดทุกอย่าง

การเรียนแพทย์มันเหมือนวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องพยายามไปให้ถึงเส้นชัย เพียงแต่ใช้เวลาไม่เท่ากัน บางคนวิ่งช้า บางคนบาดเจ็บ หรือแวะพักบ้าง

สิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตให้บาลานซ์ เราไม่จำเป็นจะต้องได้ที่หนึ่งในทุกอย่าง แต่แค่มีความสามารถพอที่จะไปรักษาคนไข้ โดยที่ตัวเราเองยังมีความสุขกับการใช้ชีวิตอยู่ เท่านี้ก็พอแล้ว

 

03 สอบตกได้ ไม่ตายโว้ยย!!

จริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าจะมีใครสักคนสอบตก หรือตัดสินใจลาออก 

ในรุ่นของพี่ 300 กว่าคน ก็มีเพื่อนสัก 10 คนที่ไม่ได้เดินต่อไป บางคนออกเพราะเจอตัวเองว่าไม่ชอบ บางคนขอจบแค่ปี 4 รับวุฒิวิทยาศาสตรบัณฑิต บางคนก็ขอดรอปไปเรียนกับรุ่นน้อง

แต่ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุไหน ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องผิดหรือคอขาดบาดตาย ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง แต่ถ้าน้องยังอยากเป็นหมออยู่ ที่ศิริราชก็จะสนับสนุนเต็มที่ เท่าที่จะทำได้

อย่างช่วงสอบกลางภาคปี 2 มีเพื่อนของพี่คนหนึ่งสอบตกวิชา Histology ทางคณะก็เรียกเข้าไปคุย ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า มีปัญหาอะไรไหม เธอค่อนข้างเครียดเพราะต้องสอบซ่อมคนเดียว คนอื่นผ่านหมด

ตอนแรกก็นึกว่าจะโดนดุ โดนต่อว่า แต่อาจารย์กลับพาไปติว โดยเปิดห้องให้ลองส่องกล้องจุลทรรศน์เป็นพิเศษ และคอยมาดูว่าเข้าใจไหม ถ้าดูไม่ออกให้ถาม เพื่อนคนนั้นก็เลยมีแรงฮึด ในที่สุดก็สอบผ่าน 

แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะสุดท้ายเพื่อนคนนี้ก็ต้องซ้ำชั้นอยู่ดี เพราะสอบตกอีกหลายตัว ตอนนั้นเธอบอกว่า อยากเลิกเรียนมาก ๆ เพราะแทบไม่รู้จักใครเลย เพื่อนสนิทก็เลื่อนไปเรียนชั้นอื่นแล้ว 

ตอนที่อาจารย์เชิญผู้ปกครองไปคุย เธอร้องไห้อย่างเดียว จนรุ่นพี่ต้องเข้ามาปลอบว่า ไม่เป็นไร เราอาจเข้าเส้นชัยช้ากว่าคนอื่น ค่อย ๆ เดินไป สุดท้ายก็ถึงเส้นชัยเหมือนกัน พ่อแม่ก็ให้กำลังใจ เธอก็เลยพยายามอีกครั้ง

จากเป็นคนติดเพื่อน พอมาเรียนกับรุ่นน้อง เธอไปนั่งหลังห้องคนเดียว ไม่คุยกับใคร เหมือนไม่มีตัวตน เลิกแล้วก็กลับหอ ความคิดเดิม ๆ วนเวียนอยู่ในหัว เสียดายที่ไม่ได้เรียนกับเพื่อนสนิท เพราะถ้าได้อยู่ด้วยกัน ก็น่าจะได้จับคู่กันเป็นพาร์ตเนอร์วอร์ดไปแล้ว 

ตอนนั้นเธอเริ่มถอดใจ เพราะไม่รู้จะพยายามไปอีกทำไม แต่เพื่อนให้กำลังใจเยอะมาก ๆ ช่วยมาติว มานั่งสอน บอกว่าให้ลองเปิดใจเข้าหารุ่นน้อง เพื่อนคนนี้ก็เลยลองเริ่มต้นด้วยการยิ้มให้คนอื่น ลองทักน้องที่พอจะรู้จักชื่อบ้าง ในที่สุดก็มีเพื่อนใหม่

พอขึ้นชั้นคลินิก เธอรู้สึกว่าเรียนสนุกขึ้น เพราะได้เห็นคนไข้จริง ได้นำความรู้ไปใช้ มีแรงกระตุ้นให้อยากเรียนต่อ เกรดก็เลยสวยงามขึ้นตามมา และเรียนจนจบไปเป็นหมอตามที่ตั้งใจ แม้จะช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันก็ตาม  

ที่เล่าเรื่องของเพื่อนคนนี้ เพราะพี่อยากจะบอกน้อง ๆ ว่า เราทำไม่ได้ครั้งแรก แต่ไม่ได้แปลว่าต่อไปจะทำไม่ได้สักหน่อย ถ้าน้องล้ม ก็ลุกขึ้นมาใหม่ได้ บางทีเราต้องให้เวลากับการเรียนรู้ หมอหลายคนที่ประสบความสำเร็จ เขาก็ไม่ได้เก่งตอนที่เป็นนักศึกษาแพทย์ แต่เขาไม่หยุดพัฒนามากกว่า

การเรียนหมออาจจะไม่ใช่เส้นทางที่ราบรื่น สบาย เหมือนวิ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ บางช่วงก็เครียดอย่างที่พี่เล่าไป แต่ถ้าน้องมีความตั้งใจจริงๆ และไม่ยอมแพ้ พี่เชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จแน่นอน

ตอนที่ 6: เมื่อน้องเจอคนไข้ตาย

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 7เมื่อน้องต้องเตรียมตัวเป็นหมอ (จริงๆ)

คนเราสุดท้ายก็ต้องตาย…แม้เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ แต่เชื่อเถอะว่า คนที่เรียนหมอจะเข้าใจและรู้ซึ้งถึงคำพูดนี้ได้ดีกว่าใคร ๆ เพราะหมอเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายตลอดเวลา

อย่างเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งซึ่งนอนป่วยอยู่บนวอร์ดนานหลายเดือน เขาป่วยเป็นลูคีเมียระยะสุดท้าย และเคยเข้ารักษาจนอาการดีขึ้นมาแล้วรอบหนึ่ง แต่ไม่นานมะเร็งก็กลับมา และถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลอีกรอบ คุณหมอสั่งให้คุมอาหาร อะไรที่มีความเสี่ยงถูกห้ามเด็ดขาด แต่สุดท้ายอาการกลับไม่ดีขึ้น จนคุณพ่อและพี่ชายของน้องตัดสินใจปรึกษาอาจารย์ว่า ยอมตัดใจ ขอปล่อยให้น้องจากไปอย่างสงบ

ในวันท้าย ๆ เด็กน้อยบอกกับพี่ ๆ นักศึกษาแพทย์ว่า เขามีความปรารถนาอยู่ 2 เรื่อง หนึ่งคือ อยากบริจาคของเล่น และสองคือ อยากกินชานม แม้เป็นของต้องห้าม แต่น้องปี 4 ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นั้นพอดี ก็ยอมออกไปซื้อชานมมาให้ เมื่อเด็กชายกินเสร็จ เขาก็ถามว่า “ผมจะหายไหมครับ?” น้องคนนั้นพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ตอบว่า เดี๋ยววันหลังจะหารสอื่นๆ มาให้กิน จากนั้นเด็กคนนั้นก็ได้รับมอร์ฟีนเพิ่ม จนซึม ง่วง กินไม่ได้ และสิ้นลมไปในคืนนั้นเอง

แม้ความตายจะเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อต้องมารับมือกับเหตุการณ์ตรงหน้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะผ่านไปได้ หรืออย่างบางคนตรวจอาการอยู่ดีๆ แล้วคนไข้ก็ช็อกไปเลย ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ทำให้น้องที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกผิด หรือหนักสุดก็โทษ ตัวเองว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้คนไข้ตาย

ในตอนนี้พี่เลยอยากขอแชร์เรื่องของตัวเองและคนรอบข้างว่าก้าวผ่านความรู้สึกเหล่านั้นไปได้อย่างไร

 

01 เรื่องเศร้าที่ต้องรับมือให้ได้

แม้หน้าที่บนวอร์ดของน้อง ๆ จะเป็นเหมือนมดที่คอยติดตามอาจารย์ และพี่ ๆ คอยช่วยงานจิปาถะอย่างพูดคุยสอบถาม ติดตามอาการคนไข้ ปรับสายน้ำเกลือ ตรวจเช็กค่าออกซิเจน และทำหัตถการเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ด้วยบทบาทของนักสังเกตการณ์ ทำให้น้องได้เห็นถึงกระบวนการรักษาอย่างละเอียด  รวมถึงชีวิตของคนไข้แต่ละราย ซึ่งบางครั้งอาจจบลงด้วยเรื่องเศร้า

แน่นอนเคสคนไข้เสียชีวิตมีหลากหลาย เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า คนไข้จะจากไปเมื่อไร อย่างบางคน ดูเหมือนไม่มีอะไรมาก แต่จู่ ๆ ก็เกิดอาการช็อกขึ้นมา แล้วก็ตาย บางคนไปช่วยดูแลรักษาอาการเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นไม่นาน อาการก็เกิดทรุดขึ้นมา เช่น เคสของรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปเจาะน้ำออกจากช่องท้องของคนไข้มะเร็ง แรก ๆ เขาก็คิดว่าไม่มีอะไรมาก เพราะเคยฝึกมาบ่อยแล้ว แต่พอเจาะจริง ปรากฏว่าไม่ได้มีน้ำออกมาอย่างเดียว แต่กลับมีเลือดผสมมาด้วย พี่คนนั้นซึ่งอยู่ปี 4 ถึงกับใจหล่น คิดว่าทำพลาด เจาะโดนเส้นเลือดอะไรหรือเปล่า แต่รุ่นพี่ที่สั่งก็ไม่ได้พูดอะไร เลยคิดว่าไม่น่ามีอะไร แต่คืนนั้นเอง คนไข้กลับเสียชีวิต เขายอมรับเลยว่าจิตตกสุด ๆ อดนึกไม่ได้ว่าเขาทำคนไข้ตายใช่ไหม? จนมารู้ตอนหลังว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ และคนไข้คนนั้นก็อาการหนักมากแล้ว

บางเคสรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็คงไม่รอด แต่พอถึงเวลาที่คนไข้จะจากไปจริงๆ ก็อดเศร้าไม่ได้ อย่างเคสของรุ่นน้องคนหนึ่งที่ช่วยดูแลคนไข้มะเร็งปอดวัย 80 กว่า ซึ่งอาการของคนไข้เองก็ทรง ๆ ทรุด ๆ มาร่วมเดือน แต่น้องก็ยังแอบมีหวัง และคอยเป็นกำลังใจให้ลูกสาวที่คอยดูแลคุณพ่ออยู่ข้างเตียงเสมอ แต่แน่นอนไม่มีใครหยุดความตายได้ ในคืนหนึ่งคนไข้เกิดอาการความดันตก ต้องให้น้ำเกลือ ลูกสาวจึงถามน้องตรงๆ ว่าพ่อจะผ่านคืนนี้ไปได้ไหม น้องไม่ได้ตอบอะไร แต่ในใจรู้สึกเศร้าสุด ๆ พอยิ่งตกดึก อาการคนไข้ก็ยิ่งดิ่งลง จนอาจารย์ต้องเดินไปคุยกับลูกสาว ถามว่าจะปล่อยคุณพ่อไปดีไหม สุดท้ายญาติก็ยอม น้องก็เลยรีบโทรศัพท์ไปตามเพื่อนที่ดูแลคนไข้มาด้วยกันให้มาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย ช่วงก่อนคนไข้จะเสีย น้องเป็นคนจับชีพจร พร้อมกับคอยดูมอนิเตอร์ไปด้วย จนเส้นกราฟกลายเป็นเส้นตรง ญาติร้องไห้อยู่ข้าง ๆ พี่เรสซิเดนท์ก็เลยเข้าไปคุยเรื่องย้ายศพ พร้อมแจ้งเวลาเสียชีวิต

สำหรับน้องคนนั้นแล้ว มันช่างเป็นเวลาที่แสนทรมาน ใครไม่เจอกับตัวเองไม่มีทางรู้ แต่ด้วยหน้าที่แล้วยังไงสติก็สำคัญกว่าเสมอ เพราะถ้าเราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ก็จะเป็นหลักยึดให้คนไข้และญาติไม่ได้

 

02 บททดสอบของแพทย์

เมื่อความตายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แล้วเราควรจะจัดการตัวเองอย่างไรดี

ต้องยอมรับว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้น แต่ละคนมักมองความตายไม่เหมือนกัน บางคนมองว่าเป็นความล้มเหลว เป็นความผิดพลาดของตัวเอง ขณะที่บางคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะมองแบบไหน เรื่องหนึ่งที่น้องควรยึดไว้เสมอก็คือ ทำให้เต็มที่และดีที่สุด จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ต้องมีการฝึก การเรียนรู้ ไปพร้อม ๆ กัน

ที่ผ่านมา ศิริราชได้จัดหลักสูตรเพื่อให้นักศึกษาสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด อย่างเรื่องคนไข้ช็อกก็เป็นเรื่องที่ทุกคนเรียนกันบ่อยมาก การช็อกนั้นมีหลายสาเหตุ ตั้งแต่ร่างกายเสียน้ำ อวัยวะไม่ได้รับออกซิเจนหรือสารอาหารเพียงพอ เลือดออกมากเกินไป ติดเชื้ออย่างรุนแรง แพ้สารต่างๆ หรือระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ อาจารย์ก็จะสอนว่า หากคนไข้เกิดอาการขึ้นมา น้อง ๆ ควรทำตัวอย่างไร มีวิธีสังเกตหรือหาต้นตอของความผิดปกติอย่างไร รวมทั้งการฝึกกับหุ่นจำลอง เช่น การสอดท่อช่วยหายใจ การต่อสายน้ำเกลือ และการทำหัตถการต่างๆ 

และเมื่อน้องขึ้นวอร์ด คราวนี้ก็จะเป็นการฝึกขั้นแอดวานซ์ เพราะน้องต้องคอยเป็นลูกมือช่วยเหลือพี่ ๆ เวลาเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าขึ้น เช่นเคสของรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งเจอคนไข้นั่งรถเข็นเข้ามา แรก ๆ ก็พูดได้เป็นปกติ แต่เผลอแป๊บเดียวก็เริ่มบ่นเหนื่อย ไม่กี่นาทีก็หมดสติ แถมมือยังเย็นมาก พี่เรสซิเดนท์จึงบอกว่า เหตุผลที่มือเย็นเป็นเพราะหัวใจปั๊มเลือดไม่ดี เลือดไม่ไปเลี้ยง เหมือนคนอยู่ในห้องแอร์ แล้วก็ตัวซีดจนขาว จากนั้นพี่ก็ใส่เครื่องช่วยหายใจ แล้วให้ยากระตุ้น ไม่นาน คนไข้ก็ฟื้นขึ้นมาแล้วกลับมาคุยได้อีกครั้ง

นอกจากเทคนิคการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน การแจ้งข่าวร้ายก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเรียนรู้ หลายคนอาจเคยดูละคร เห็นฉากที่หมอเดินออกจากห้องฉุกเฉิน แล้วหันมาพูดกับคนไข้แบบหน้าตายๆ ว่า “เสียใจด้วยครับ เราพยายามเต็มที่แล้ว” แล้วก็เดินออกไปเลยแบบไม่แคร์โลก แต่ในชีวิตจริง เราทำแบบนั้นไม่ได้

สำหรับข่าวร้ายนั้น หากเป็นการแจ้งอาการให้คนไข้ทราบ ก็ต้องยอมรับว่า บางครั้งอาจกระทบต่อความรู้สึก พูดไปแล้วอาจทำให้เกิดความไม่สบายใจ หรืออาการยิ่งทรุดหนักลง ผู้แจ้งก็ต้องดูความเหมาะสมด้วย ทั้งความพร้อมของคนไข้ (บางครั้งอาจจะต้องเปลี่ยนไปแจ้งญาติแทน) หรือสถานที่แจ้งก็ต้องเป็นส่วนตัวและทำให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ควรมีอะไรมารบกวน หากเป็นไปได้ก็ควรนั่งคุยมากกว่ายืนคุย และถ้าพูดออกไป เกิดคนไข้นิ่ง ก็อย่าเพิ่งรีบถาม ปล่อยให้คนไข้คิดสักพัก รวมทั้งประเมินอาการของคนไข้เป็นระยะ ๆ

หลักคิดที่อาจารย์ท่านหนึ่งเคยชี้แนะพี่ และน่าจะปรับใช้ได้ดี ก็คือ  “To cure sometimes, to relieve often, and to comfort always.” หรือ โรคบางโรคอาจรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ควรทำให้คนไข้ที่มาหาเราสบายกายและสบายใจมากขึ้น เช่นเดียวกับการแจ้งข่าวให้ญาติ ก็มีตั้งแต่บอกให้ญาติตัดสินใจว่า จะยื้อชีวิตคนไข้หรือไม่ รวมถึงแจ้งข่าวการเสียชีวิต ซึ่งเรียกว่าท้าทายสุด เพราะญาติคนไข้ก็มีอารมณ์ที่หลากหลาย บางคนก็เศร้ามาก บางคนพร้อมจะโกรธ โมโห หมอที่รักษาญาติเขาไม่ได้

เทคนิคการรับมือก็คือ ความถูกต้องสำคัญที่สุด ก่อนอื่นเลย ผู้แจ้งจะต้องถามชื่อ-นามสกุล พร้อมความสัมพันธ์กับผู้เสียชีวิตให้ชัดเจน นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าแจ้งผิดคนจะเป็นเรื่องใหญ่สุด ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ ประเมินความรู้สึกของคนไข้ว่า เขาพร้อมจะฟังเราแค่ไหน แล้วค่อย ๆ ลำดับเรื่องราวอย่างช้า ๆ ไม่ต้องรีบ เน้นให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และชัดเจน พอแจ้งเสร็จก็สังเกตปฏิกิริยาของญาติอีกที ถ้ายังรับไหว ก็อธิบายวิธีการจัดการศพ ทั้งการแจ้งตาย และการเคลื่อนย้ายศพ ซึ่งขั้นตอนต่างๆ นี้กินเวลาพอสมควร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ คนแจ้งต้องใจเย็น ใช้สมาธิและความตั้งใจสูง ที่สำคัญคือต้องใช้ความจริงใจเข้าช่วย จะมาทำลวก ๆ แบบในละครไม่ได้เด็ดขาด

เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมหน้าที่นี้จึงมักตกเป็นของอาจารย์หรือพี่ ๆ แพทย์ประจำบ้าน ส่วนน้อง ๆ ก็มักมีหน้าที่คอยรับฟัง และให้กำลังใจญาติบ้าง แต่แน่นอน การที่น้องได้เผชิญหน้ากับนาทีความเป็นความตายของคนไข้ จะทำให้น้องเติบโต และเข้าใจชีวิตของคนเรามากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่า ถึงเราจะเป็นแค่นักศึกษาแพทย์ แต่เราก็ได้วนเรียนจนครบทุกวอร์ด ได้เห็นชีวิตทุกช่วงของคนเรา ตั้งแต่ยังไม่คลอด จนบางคนแก่อายุเป็นร้อยปี มันทำให้เราเข้าใจว่า ชีวิตคนเราไม่มีอะไรยั่งยืน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดขึ้นได้เสมอ  อย่างบางคนอายุไม่ถึง 10 ขวบก็จากไปแล้ว และไม่มีทางที่ใครจะหนีความตายไปได้ ไม่ว่ายากดีมีจน หรือรวยล้นฟ้า สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือ การดูแลกันให้ดีที่สุด ตั้งแต่วันที่ยังมีโอกาสอยู่

อย่างน้องคนหนึ่ง เคยเล่าให้พี่ฟังว่า ครั้งแรกที่เจอคนไข้ตาย เธอคิดถึงครอบครัวมาก อยากกลับไปดูแลพ่อแม่ และถ้ามีเวลาว่าง ก็อยากใช้เวลาอยู่กับพวกท่านให้เต็มที่ ที่สำคัญ คือ หากคิดจะทำอะไรแล้ว ขอให้รีบทำ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า สุดท้ายเราจะได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า นี่เองคือคุณค่าที่เราได้เรียนรู้จากคนไข้ ในฐานะของผู้ดูแลเขา จนถึงวันสุดท้ายในชีวิต

ตอนที่ 7: เมื่อน้องต้อง Discuss กับอาจารย์

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อน้องต้อง Discuss กับอาจารย์

แล้วก็มาถึงตอนที่หลายคนคงสงสัยว่า เวลาที่เจออาจารย์บนวอร์ด เราจะมีวิธีรับมือกับอาจารย์ที่เป็นเหมือนเอนไซโคลพีเดียเคลื่อนที่ได้อย่างไร

ในตอนนี้ พี่เลยอยากแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับอาจารย์ศิริราช ซึ่งมีหลากหลาย ทั้งน่ารัก ใจดี จนถึงดุโคตร ๆ รวมถึงวิธีการสื่อสารกับอาจารย์ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกินความสามารถของน้องๆ เสียหน่อย ลองอ่านดูได้เลย

 

01 โลกอันหลากหลายของอาจารย์

ถ้าบอกว่า ศิริราช เป็นตัวอย่างของสังคมย่อย ๆ ของเมืองไทยก็คงไม่ผิด เพราะในคณะนี้ประกอบด้วยผู้คนมากมาย ตั้งแต่นักศึกษาแพทย์ประมาณ 1,800 คน อาจารย์อีก 900 คน นี่ยังไม่รวมแพทย์ประจำบ้าน เจ้าหน้าที่บุคลากรต่าง ๆ รวมแล้วประมาณหมื่นกว่าคน แล้วเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีขนาดย่อม ๆ นี้ได้อย่างไร เคล็ดลับหนึ่งที่พี่อยากแนะนำก็คือ พยายามมองหาข้อดีของแต่ละคน เพื่อจะอยู่ร่วมกันได้

อย่างตอนเรียนชั้นคลินิก เราจะได้ทำงานกับอาจารย์ใกล้ชิดมาก หลายท่านก็เก่ง ใจดี จนต้องยกให้เป็นไอดอล พี่เคยเจออาจารย์ Med ท่านหนึ่ง ตั้งใจรักษามาก มาราวด์ทุกวัน เวลาพี่เรสซิเดนท์ไปปรึกษา อาจารย์แค่ไกด์ว่า เจอปัญหาแบบนี้ต้องแก้แบบนั้น แป๊บเดียวมีทางออก ทุกอย่างดูง่ายเหมือนเด็กโอลิมปิกแก้โจทย์เลข ป.4 พอฟังท่านอธิบายก็ยิ่งสนุก อยากติดตาม อยากเรียนรู้ไปด้วย  เพื่อนอีกคนประทับใจอาจารย์ศัลย์ ภาควิชานี้อาจารย์จะแมน ๆ เท่ ๆ หน่อย ท่านนี้ใจดี เวลาสอนชอบวาดรูป พยายามอธิบายให้เราเข้าใจ ถามจี้ให้เราคิด แต่ก็มีมุมโหดบ้าง เช่น ถ้ามีคนจะหลับ ท่านก็ตบโต๊ะ ปัง! ให้ตื่น แต่รวม ๆ แล้วอาจารย์สอนเก่ง จนเพื่อนอยากเป็นหมอผ่าตัดเลย อาจารย์บางท่านก็ใจเย็นมาก ให้เวลากับผู้ป่วยสุด ๆ ชวนคุยไปเรื่อย ไม่ใช่แค่ถามอาการแล้ววินิจฉัยอย่างเดียว ตอนสอนท่านก็ให้เวลาเรา จุดไหนที่จำเป็นต้องรู้ก็ค่อย ๆ อธิบาย แถมชวนคุยเรื่องที่เราไม่สบายใจ สงสัยก็ถามได้ทุกเรื่อง แม้แต่คำถามง่าย ๆ ไม่มีจิกกัด เรียนด้วยแล้วสบายใจ

มีอาจารย์หลายคนเป็นต้นแบบ ที่ทำให้เรารู้ว่าควรจะเดินไปทางไหน และควรจะเรียนรู้และพัฒนาอย่างไร แต่แน่นอนก็อาจจะมีอาจารย์บางคนที่เคมีไม่ตรงกับเรา อย่างอาจารย์บางคนชอบพูดประชด เวลาที่เราทำอะไรไม่ถูกต้อง ให้เรารู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ หรือบางคนก็ด่าตรง ๆ เลย แบบไม่เกรงใจ แม้จะอยู่กลางวอร์ดต่อหน้าคนไข้ก็ตาม  อีกรายหนึ่งเล่าว่า เคยเขียนรายงานไปส่ง อาจารย์ก็ถามว่าโรคนี้คืออะไร พูดไปได้ 2-3 คำ อาจารย์ก็ตัดบท บอกว่าพอแล้ว ที่คุณพูด ผมรู้ว่าคุณเพิ่งอ่านหนังสือมา ฟังแล้วก็เจ็บจี๊ดเหมือนกัน

ที่เล่าไปทั้งหมด พี่แค่อยากจะบอกว่า ที่นี่ก็เป็นเหมือนสังคมทุกสังคม น้องจะต้องเจอคนที่หลากหลาย สิ่งสำคัญคือเราจะอยู่ร่วมกันยังไง โดยน้องยังรักษาความตั้งใจที่จะเป็นแพทย์ที่ดีไว้ให้ได้

 

02  อย่าให้คำพูดใครมาตัดสิน

สิ่งหนึ่งที่พี่อยากบอกจากประสบการณ์ของพี่คือ ถ้าเราทำความเข้าใจคนคนหนึ่งอย่างดี เราจะสามารถตัดสินการกระทำของเขาได้ดีขึ้น 

ทำไมเราถึงมีเคมีที่ตรงกับอาจารย์บางคน แต่ในทางกลับกัน ก็ไม่ตรงกับอาจารย์บางคน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากช่องว่างระหว่างวัย จึงไม่แปลกที่จะมีประสบการณ์ มุมมอง ทัศนคติ หรือการให้ความสำคัญกับประเด็นต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแตกต่างกัน

คำแซวบางคำ เมื่อก่อนอาจจะเป็นเรื่องขำ ๆ แต่ในยุคนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องขำอีกต่อไป เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ซึ่งเรื่องคำพูดนี้ บางทีก็เป็นเรื่องก้ำกึ่ง เป็นลักษณะถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ เช่น เวลาเคสฉุกเฉิน เจอคนไข้กำลังจะตายต่อหน้า แล้วเราแก้ไขสถานการณ์ได้ไม่ดี อาจารย์ก็อาจจะใช้ถ้อยคำสั่งการรักษาที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา หรือบางทีก็เสียงดังเกิน จนน้อง ๆ บางคนตกใจกลัว แต่ถ้ามองในมุมที่ว่า ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความกดดัน คำสั่งแบบนั้นอาจเป็นเรื่องจำเป็น และพอเหตุการณ์นั้นผ่านไป อาจารย์ก็จะมาสอน อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

นอกจากนี้ พี่อยากให้น้องเพิ่มโอกาสในการพัฒนาด้านต่าง ๆ เมื่อเราได้ขึ้นวอร์ด และได้ทำหัตถการบางอย่าง น้องจะได้รับประสบการณ์ที่น่าจดจำ และนำไปใช้ได้ในอนาคต พี่อยากบอกว่า ไม่ว่าจะเจออะไร เราต้องไปต่อให้ได้ เพราะชีวิตเป็นของเรา ถึงเราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่เราปรับเปลี่ยนตัวเองได้เสมอ อย่างรุ่นน้องคนหนึ่งเคยออกตรวจ OPD คู่กับอาจารย์ท่านหนึ่ง อาจารย์ถามอะไรก็ตอบไม่ถูก ตอนอาจารย์ลุกไป คนไข้ยังบอกว่าอาจารย์ดูเครียดจัง

วันนั้นน้องอาจรู้สึกไม่ดี เลยคิดว่าจะต้องพยายามหาความรู้ให้มากกว่านี้เพื่อเอาชนะอาจารย์ให้ได้ จึงลุยอ่านทุกเลกเชอร์ที่มี กระทั่งได้ A วิชานั้น ผลจากเหตุการณ์นั้น กลายเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ 

 

03 ปรับเปลี่ยน เพื่อก้าวต่อไป

เวลารู้สึกไม่ดี น้องบางคนหาทางระบายด้วยวิธีต่างๆ เช่น ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็อาจระบายความอึดอัดได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็อาจมีผลด้านอื่น ๆ ตามมา

ความจริงยังมีทางเลือกอื่นอีกเพียบให้เราเลือกใช้ เช่น การคุยกัน เพราะบางครั้ง ความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นสามารถแก้ได้ง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่แน่นอน ความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้น อาจต้องหันหน้าเข้าหากัน ยอมเปิดใจ และพูดคุยกันด้วยดี

ทางคณะพยายามส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกัน โดยมีการอบรมแพทยศาสตรศึกษาสำหรับอาจารย์รุ่นใหม่ให้เข้าใจนักศึกษา เน้นการออกแบบสิ่งแวดล้อมที่รู้สึกปลอดภัย  ส่งเสริมการเรียนรู้ ชวนมามีส่วนร่วม

อาจารย์ที่เคยเป็น “ตัวพ่อตัวแม่” ก็จะมีคอร์สควบคุมอารมณ์ เช่น เมื่อก่อนมีอาจารย์คนหนึ่งอ่านรายงานคนไข้ที่นักศึกษาเขียน แล้วเขวี้ยงออกจากหน้าต่างชั้น 12 จนต้องไปตามเก็บกัน แต่ตอนนี้ท่านใจดีแล้ว เวลาน้องตอบผิด ก็จะมีเสียงอาจารย์บอกว่า พุทโธ ๆ ฉันต้องใจเย็น ท่านเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ นอกจากนี้ คณะยังรณรงค์ให้อาจารย์ตั้งสติมากขึ้น ใช้วิธีนั่งคุยกัน เปิดโอกาสให้น้องเล่าสะท้อนความรู้สึก  

ปัจจุบัน ศิริราชมีช่องทางให้น้องฟีดแบ็กปัญหาต่าง ๆ ได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องระบุตัวตน เรียกว่า Student Impact โดยระบบรับฟังนี้ จะมีเจ้าหน้าที่รวบรวมความเห็น และปัญหาของน้อง ๆ มารายงานทางคณะโดยตรง เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน เพราะทุกคนก็รักศิริราช อยากเห็นศิริราชดีขึ้น เป็นสังคมที่อบอุ่นมากขึ้น และก้าวหน้าต่อไป

ตอนที่ 8: เมื่อน้องต้องเตรียมตัวเป็นหมอ (จริง ๆ)

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 4 เมื่อน้องต้องขึ้นวอร์ด เมื่อน้องต้องเตรียมตัวเป็นหมอ (จริงๆ)

หลังเรียนแพทย์จบ 6 ปี น้องๆ อาจสงสัยว่า แล้วต่อไปจะเป็นยังไง??

ต้องออกไปใช้ทุนในต่างจังหวัดหรือเปล่า แล้วที่บอกว่าเรียนต่อเฉพาะทาง มันเป็นยังไง แพทย์ประจำบ้านคืออะไร ต้องเป็นหรือเปล่า ถ้าไม่เป็นได้ไหม และที่มีคนชอบบอกว่า เรียนแพทย์ ไม่ได้เรียนแค่ 6 ปี แต่ต้องเรียนตลอดชีวิต เป็นยังไง

ในตอนสุดท้าย พี่เลยอยากขอพาน้อง ๆ ไปสำรวจเส้นทางของอาชีพแพทย์ อธิบายทุกข้อสงสัย ตั้งแต่ตอนใกล้เรียนจบ พร้อมแล้วไปกันเลย!!

01 เตรียมพร้อมสู่โลกกว้าง

ตอนเรียนมัธยม น้องหลายคนอาจมีอาการเคว้ง ไม่รู้ว่าควรเลือกเรียนอะไรต่อดี…แต่รู้หรือไม่ ความรู้สึกนี้ ไม่ได้มีแค่ตอนเป็นนักเรียนเท่านั้น เพราะนักศึกษาแพทย์หลายคน โดยเฉพาะช่วงเอ็กซ์เทิร์น หรือปี 6 ก็มักเกิดอาการลังเล ไม่รู้จะเลือกทางเดินชีวิตตัวเองอย่างไรดี

แน่นอน แม้ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนเรียนหมอ ยังไงก็ต้องประกอบอาชีพแพทย์อยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอีกหลายเรื่องให้ต้องคิด ต้องเลือก ต้องตัดสินใจ ในฐานะว่าที่คุณหมอ ศิริราชจึงพยายามผลักดันให้น้องปี 6 มีความสามารถที่หลากหลาย โดยเป็นปีเดียวที่น้องไม่ต้องใส่ชุดนักศึกษาแล้ว แต่จะได้ใส่เสื้อเหมือนหมอจริง ๆ

หน้าที่หลักๆ ของน้อง ก็อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชนั่นเอง แต่จะได้รับมอบหมายภารกิจที่หนักขึ้น ตั้งแต่เป็นผู้ช่วยอาจารย์และพี่ ๆ แพทย์ประจำบ้าน คอยดูแลและติดตามอาการคนไข้ บางครั้งก็ลงมือวินิจฉัยหรือรับมือกับเคสต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และต้องอยู่เวรข้ามคืน แน่นอน น้องก็ยังต้องวนตามวอร์ดต่าง ๆ เหมือนเดิม ทั้งสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา อายุรศาสตร์ กุมารเวชศาสตร์ ศัลยศาสตร์ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน เวชศาสตร์ผู้ป่วยนอก และศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ ซึ่งเน้นไปที่เรื่องกระดูกและกายภาพบำบัดเป็นหลัก 

ข้อดีของการวนวอร์ดเดิมซ้ำ ๆ คือ ทำให้เราได้ทบทวนตัวเองว่าชอบงานสายไหน บางคนชอบอยู่กับเด็ก มีความสุขเวลาเห็นเด็ก ๆ ที่ร้องไห้กลับมายิ้มได้ ก็อาจวางเส้นทางตัวเองเป็นหมอเด็กเรียบร้อยแล้ว ส่วนบางคนที่ยังไม่เจอทางที่ใช่ในตอนนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร คงต้องใช้เวลาพักหนึ่ง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติม

นอกจากศิริราชแล้ว ในปีนี้น้องจะมีโอกาสไปทำงานในโรงพยาบาลภูมิภาค ราว ๆ 3-4 เดือนด้วย การทำงานในต่างจังหวัดถือเป็นงานหินเลย เพราะถึงมีเพื่อนไปอยู่ด้วยหลายคน แต่พอถึงเวลาจริงก็จะเหลืออยู่ไม่กี่คน เนื่องจากต้องกระจายนักศึกษาไปตามวอร์ดต่าง ๆ แถมการทำงานก็ต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก ไม่ได้มีอาจารย์หรือรุ่นพี่แพทย์ประจำบ้านมาซัพพอร์ต คอยดูแลเป็นเงาตามตัวอีกแล้ว

ที่สำคัญ บางครั้งน้องอาจรู้สึกเหมือนโดนเปรียบเทียบกับเพื่อนสถาบันอื่นที่ถูกส่งตัวมาพร้อมกัน การมาอยู่ในต่างจังหวัด จึงกลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้น้องหลายคนต้องพัฒนาตัวเองให้เก่ง แน่นอน แรก ๆ หลายคนก็ไม่มั่นใจ ไม่รู้ว่าความรู้ที่มีอยู่นั้นเพียงพอดูแลคนไข้หรือเปล่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป พอเราเริ่มปรับตัวได้ ได้รับโอกาสให้จัดการเคสต่างๆ ด้วยตัวเอง การทำงานก็จะ Flow ขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

ทั้งหมดนี้ก็จะกลายเป็นตัวช่วยให้น้องรู้สึกมั่นใจ พร้อมออกไปเผชิญกับโลกของแพทย์ที่แท้จริง

 

02 ทางเลือกที่หลากหลาย

คราวนี้ก็มาถึงเส้นทางอนาคตต่อไปหลังเรียนจบ

ปกติการเรียนแพทย์นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมาก รัฐจึงเข้ามาช่วยอุดหนุนเงินส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเรียนจบ ตามหลักน้องก็ต้องทำงานใช้ทุนคืน แต่ถ้าน้องไม่สะดวกหรือไม่อยากทำ ก็สามารถจ่ายเงินก้อนคืนรัฐ แล้วก็เป็นอิสระไป

การใช้ทุนนั้น เราต้องไปทำงานในโรงพยาบาลของรัฐ 3 ปี ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นโรงพยาบาลในต่างจังหวัด เราเรียกหมอกลุ่มนี้ว่า อินเทิร์น หรือแพทย์เพิ่มพูนทักษะ ซึ่งปกติแล้ว ปีแรก น้องต้องทำงานในโรงพยาบาลประจำจังหวัด พอหลังจากนั้นก็ไปใช้ทุนในโรงพยาบาลประจำอำเภออีก 2 ปี พอครบทุนก็มาเลือกอนาคตอีกทีว่าจะไปสายไหน เช่นเลือกทำงานอยู่ต่างจังหวัดต่อไป ลาออกไปเรียนต่อ หรือเรียนต่อเฉพาะทาง

แต่อย่างว่า การไปทำงานที่ไหนไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจกันง่าย ๆ อย่างบางคนที่มาจากต่างจังหวัด ก็อาจเลือกกลับบ้านเกิดก็ได้ หรือถ้าจังหวัดนั้นเป็นจังหวัดใหญ่ คนนิยมเลือก อาจต้องจับฉลาก หรือเลือกไปอยู่จังหวัดข้างเคียง พอเสาร์-อาทิตย์ ตีรถกลับบ้านก็ยังสบาย ๆ 

สำหรับเด็กกรุงเทพฯ คงต้องคิดเยอะขึ้นมาหน่อย เพราะถ้าเลือกไปโรงพยาบาลแถวปริมณฑล คนก็แย่งกันเยอะ แต่จะไปอยู่ไกลๆ ก็ไม่รู้ว่าดีหรือเปล่า เพราะบางจังหวัด ทั้งชีวิตก็ไม่เคยไปเหยียบเลยสักครั้ง

แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะศิริราชเรามีกรุ๊ป Facebook ที่รวบรวมข้อมูลจากรุ่นพี่มาแบ่งปันประสบการณ์ รีวิวข้อมูลให้น้องรู้ว่า จังหวัดนี้เป็นยังไง ดีไหม เพราะบางจังหวัด ถึงไกลสักหน่อย แต่บรรยากาศแวดล้อมดีมาก ทั้งทีมงาน ผู้คนก็เป็นมิตร รับรองว่าไปแล้วสบายใจ และหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ก็สามารถพูดคุยถามไถ่พวกพี่ๆ ได้ตลอด

เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็มาถึงตอนตัดสินใจ บางคนอยากไปจังหวัดยอดฮิต ก็ต้องรับความเสี่ยงเยอะหน่อย เพราะมีคู่แข่งคอยจับลูกปิงปองพร้อมกันเต็มไปหมด หรือบางคนไม่อยากไปอยู่ต่างจังหวัดคนเดียว เลยแท็กทีมพาคู่หูไปอยู่ด้วยกัน แบบนี้ก็ต้องวางแผนดี ๆ เลย เพราะถ้าเลือกที่ป๊อป ๆ ก็มีสิทธิ์ร่วงทั้งคู่ หรือได้คนหนึ่ง อีกคนไม่ได้ เพื่อ Make Sure อาจเปลี่ยนไปเลือกโรงพยาบาลที่ความฮิตรองลงมาแทนก็ได้ อย่างน้อย ๆ ก็มีโอกาสจะได้ไปด้วยกันมากกว่า

แต่การไปใช้ทุนต่างจังหวัดหรือยอมจ่ายเงินคืนหลวง ไม่ใช่ตัวเลือกเดียวของนักศึกษาแพทย์ เพราะหากน้องค้นหาความสนใจของตัวเองได้เร็วก็มีทางลัดให้เราไปได้เหมือนกัน

ทางลัดแรกคือ การเลือกเรียนแพทย์เฉพาะทางในสาขาขาดแคลน ได้แก่ สาขาพยาธิวิทยากายวิภาค พยาธิวิทยาคลินิก และเวชศาสตร์บริการโลหิต ตามประกาศของแพทยสภาปี 2563 สามารถเรียนได้เลย ไม่ต้องไปใช้ทุน

ส่วนสาขาที่ขาดแคลนแพทย์น้อยกว่า เช่น จิตเวชศาสตร์ นิติเวชศาสตร์ รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา เวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์ฉุกเฉิน น้องก็ใช้ทุนแค่ปีเดียว อีกปีก็ไปเรียนต่อเฉพาะทางได้เลย

แต่ถ้าน้องมีเส้นทางในใจ แล้วเผอิญไม่ได้เป็นสาขาที่ขาดแคลน มันก็มี Fast Track อยู่เหมือนกัน โดยอาจเป็นอินเทิร์นสัก 1 ปี แล้วทำงานเป็นแพทย์พี่เลี้ยงตามโรงพยาบาลศูนย์ในต่างจังหวัดที่ตัวเองสนใจอีก 2 ปี จากนั้นก็ค่อยเรียนต่อเฉพาะทางตามสาขาที่เลือก หรือเรียนเฉพาะทางระหว่างใช้ทุนเลยก็ได้

ถึงตรงนี้น้องอาจสงสัยว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเลือกเรียนต่อสาขาไหน หลักๆ ก็ลองพิจารณาจากความสนใจในวอร์ดดูก่อนก็ได้ เช่น ถ้าน้องไปอยู่วอร์ดเด็กแล้วชอบมาก ไม่อยากไปอยู่วอร์ดอื่นอีกเลย มีความสุขที่เห็นเด็กยิ้ม หัวเราะ เล่นกันสนุกสนาน ก็มีเปอร์เซ็นต์ว่านี่เป็นทางที่ใช่

ที่สำคัญ ศิริราชมีการเชิญรุ่นพี่ที่เลือกเส้นทางต่างๆ กันมาพูด เช่น บางคนไปเป็นอินเทิร์นอยู่ต่างจังหวัด บางคนไปอยู่ในคณะแพทย์ที่อื่น บางคนอยู่กองทัพ บางคนก็ตรงดิ่งไปเป็นหมอเฉพาะทางเลย เพื่อให้น้องได้รู้ว่าตัวเองมีทางเลือกให้ไปมากมาย แต่ถ้าน้องยังไม่รู้ตัวว่าควรเลือกทางไหน ก็ขอบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะแต่ละรุ่นมีไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 ที่เป็นแบบนี้ เพราะบางครั้งเวลาที่น้องใช้ในแต่ละวอร์ด อาจสั้นเกินกว่าจะตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง การไปเป็นแพทย์ใช้ทุนสัก 3 ปี ก็อาจช่วยทำให้เรามีเวลาคิดทบทวนจนเข้าใจตัวเองมากขึ้น จนเลือกเรียนต่อสาขาที่เหมาะสมได้

ที่สำคัญ พี่ขอแนะนำว่า การจะเลือกอะไรนั้น ขอให้เป็นสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ อย่าเลือกเพราะต้องการเรียนให้จบไวๆ  เพราะก็มีน้องบางคนเหมือนกันที่ใช้เทคนิคการตัดชอยซ์ อันไหนตอนเรียนรู้สึกทำได้ไม่ดีก็ตัดออก จนเหลือสาขาที่ไม่ชอบน้อยที่สุด แต่พอไปจริงๆ กลับรู้สึกไม่ชอบ อยากเปลี่ยนไปสาขาอื่นแทน

อย่างก่อนหน้านี้ เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้พี่ฟังว่า สมัยที่เรียนเคยบอกกับตัวเองเลยว่า ถึงยังไงก็ไม่เลือกเรียนทางศัลยศาสตร์แน่นอน เพราะเป็นคนที่หยิบจับ เย็บอะไรก็ไม่คล่อง แถมเวลามีคนมุงดูเยอะๆ แล้วรู้สึกเขิน ก็เลยปิดประตูตัวเองตั้งแต่นั้นมา แต่พอกลับมาคิดอีกทีตอนนี้ รู้สึกว่าครั้งแรกทำไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ตลอดไปสักหน่อย ถ้าลองเปิดโอกาสให้ตัวเอง ให้เวลากับมันมากกว่านี้ วันนี้เขาก็อาจเป็นยอดฝีมือผ่าตัดไปแล้ว

เพราะฉะนั้นพี่จึงอยากให้น้องคิดดีๆ ก่อนตัดสินใจอะไร เพราะนั่นหมายถึงอนาคตของน้องต่อไปอีกหลายสิบปี

 

03 6 ปีก็แค่จุดเริ่มต้น

จากก้าวแรกที่เข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์ศิริราช ถึงวันที่ต้องออกไปเผชิญโลกกว้างในฐานะของหมอมือใหม่ มีอะไรให้น้องต้องเรียนรู้มากมาย อาจมีทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ เต็มไปด้วยความท้าทายที่เราต้องเจอ หากน้องมุ่งมั่น ตั้งใจ และคอยเช็กตัวเองอยู่เสมอถึงเป้าหมายชีวิตว่า ทำไมถึงอยากมาเรียนคณะนี้ เราอยากจบไปเป็นแพทย์แบบไหน สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับมาเป็นพลังให้สามารถผ่านวันแย่ๆ ไปได้แน่นอน 

คำสอนหนึ่งที่พี่นึกถึงเสมอ คือ พระดำรัสของสมเด็จพระราชบิดาที่ว่า “…ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง…” คำพูดนี้ไม่เคยล้าสมัยเลย วันไหนที่ท้อๆ หรือเหนื่อยมากๆ พี่ก็จะคิดว่าเราไม่ได้เข้ามาเรียนหมอเพราะตัวเองอย่างเดียว แต่เราตั้งใจที่จะช่วยคนไข้ให้กลับมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ถ้าเขาไม่หายจากโรค อย่างน้อยๆ ก็ยังใช้ชีวิตที่มีความสุขได้ ความสุขของคนไข้คือ ความสุขของเราด้วย ดังนั้นอย่าเพิ่งยอมแพ้ 

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า สำหรับวิชาชีพแพทย์แล้ว การเรียนในคณะ 6 ปี เป็นเพียงเพื่อให้น้องมีทักษะพื้นฐานเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาคนไข้เท่านั้น แต่การจะเป็นหมอที่เก่ง น้องต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเองอยู่ตลอด เหมือนกับที่หลายคนเคยบอกว่า วิชาหมอต้องเรียนไปตลอดชีวิต เพราะถ้าหยุดวันนี้ เราก็ล้าหลัง และตามสถานการณ์โรคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดไม่ได้

เนื้อหาทั้ง 8 ตอนที่เล่ามานี้ เป็นเพียงชีวิตเสี้ยวเล็กๆ ของคนเรียนคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่น้องต้องรับมือและผ่านไปให้ได้ แต่อย่างน้อยพี่ก็เชื่อว่า เรื่องเหล่านี้น่าจะพอเป็นแนวทางให้น้องที่สนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกทางเดินให้ตัวเองต่อไป

หากน้องคิดว่าคณะนี้เป็นคณะที่ใช่ ก็พยายามให้เต็มที่ ถ้าโชคดี เราคงได้มาเป็นพี่น้องกันนะ

 

kat pari

pari

Related post