fbpx

รีวิวสอบเข้าแพทย์ มข. รอบPortfolio ฉบับเด็กแลกเปลี่ยน

 รีวิวสอบเข้าแพทย์ มข. รอบPortfolio ฉบับเด็กแลกเปลี่ยน

“สิ่งสำคัญของการเตรียมสอบคือการวางแผน การรู้จุดเด่นจุดด้อยของตัวเองและนำมาวางแผน จะทำให้การเตรียมตัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

“เมื่อเรารู้ตัวว่าเราเก่งภาษาอังกฤษ เลยเลือกสอบเข้ารอบ 1 โดยการยื่นคะแนน BMAT ซึ่งทำให้เราได้เปรียบมากกว่าการสอบ กสพท. “

“บางครั้งเราอาจจะไม่ต้องเลือกระหว่างความชอบกับความฝัน ถ้าเราสามารถทำมันพร้อม ๆ กันได้”

“อย่าทิ้งกิจกรรม การทำกิจกรรมจะทำให้เรามี soft skills ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน”

เอาล่ะค่า หลังจากน้องๆหลายคนได้ดูรีวิวคณะแพทย์ต่างๆไปบ้างแล้ว คงจะมีใครหลายคนที่อยากรู้แล้วว่า เอ แล้วเวลาพี่ ๆ ที่เขาจะสอบเข้าแพทย์เนี่ย เค้าเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบกันอย่างไรบ้าง โดยวันนี้ รุ่นพี่นศพ.คนเก่ง ที่ TCASter พามาแนะนำให้น้อง ๆ ได้รู้จัก ไม่ได้สอบเข้าแพทย์ด้วยรอบ3 เหมือนปกติ แต่เข้ารอบ 1 รอบ portfolio อีกด้วย ถ้าอยากรู้แล้วว่าพี่เขามีวิธีการเตรียมตัวอย่างไร ก็ไปพูดคุย กับ “พี่ดัง” รุ่นพี่จากคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นกันเล้ย 

แนะนำตัวให้น้องๆฟังหน่อยค่า
.

.สวัสดีครับ พี่ชื่อ นศ.พ. คุณากร ทิวากรกฎ ชื่อเล่นชื่อ ดัง นะครับ ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ ชั้นปีที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ครับผม
.

อะไรเป็นแรงบันดาลใจในการเข้าคณะนี้แล้วรู้ตัวตอนไหนคะ 

จริงๆ แรงบันดาลใจของพี่ที่อยากเป็นหมอก็มีมาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้วครับ แต่ว่าก็มีไขว้เขวไปสายอื่นบ้างตอนช่วงที่พี่ไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มาตอน ม.5 ครับ ตอนนั้นยอมรับว่าเคยอยากเป็นนักดนตรี เพราะว่าการได้ไปแลกเปลี่ยนก็ทำให้เราได้ลองเปิดหูเปิดตามากมายเลย จากที่เป็นคนเกลียดดนตรี ก็ลองเล่นดนตรีมาจนชอบมาก ๆ ได้ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีเยอะมาก ๆ ถึงขั้นได้รางวัลนักดนตรีดีเด่นของโรงเรียนไรงี้เลย 5555 ทำให้เราคิดว่านี่แหละน่าจะเป็นทางของเราที่เราจะมีความสุขกับมันแน่ ๆ แต่พอกลับมาเมืองไทยก็ลองคุยกับตัวเองดูว่าเราชอบอะไร เรียกได้ว่าแทบตีกับที่บ้านเลย สุดท้ายก็เชิญที่บ้านมาช่วยคุยกันที่โรงเรียนกับครูแนะแนว จนได้ความคิดที่ว่า ถ้าเราเป็นหมอเราก็สามารถที่จะเล่นดนตรีได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าเราเป็นนักดนตรีเฉย ๆ จะให้ไปรักษาคนไข้ไม่ได้นะ ทำไมเราต้องจำกัดความฝันเราไว้อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยถ้าเกิดเราสามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้เลย สุดท้ายตอน ม.6 พี่ก็ตัดสินใจได้ครับว่าพี่อยากจะเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ครับ
.

หลังจากพี่ดังรู้ตัวแล้วมีการวางแผน หรือเตรียมตัวในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบยังไงบ้างคะ
.

โอ้โห คำถามนี้แทบไม่เคยบอกใครเลยนะครับ เพราะพี่ไปแลกเปลี่ยนกลับมาแล้วก็ pass ชั้นขึ้นมาเป็น ม.6 เลย เพราะว่าพี่ทำเรื่องโอนย้ายหน่วยกิตเรียบร้อย ซึ่งพี่วางแผนว่าพี่จะเข้ารอบ 1 ของ TCAS ซึ่งพี่ก็ต้องสอบ BMAT นั่นเอง ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 part คือ Aptitude อารมณ์ประมาณปัญหาเชาว์แบบยากมาก ๆ , Part วิชาการ แล้วก็ Writing ครับ ตอนนั้นคือยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร 55555 แถมต้องมานั่งทำ Portfolio อีก กิจกรรมอะไรพี่ก็ไม่ค่อยมี แต่ว่าพี่ก็พยายามทำ Portfolio ให้แสดงความเป็นตัวเองออกมาให้มากที่สุด ส่วนการเตรียมตัวอ่านหนังสือเนี่ย พี่ใช้เกณฑ์ที่ว่า อยากอ่านเมื่อไรก็อ่านครับ อย่าไปกดดันตัวเองเอาเท่าที่เราคิดว่าเราพอใจก็พอแล้วครับ เพราะว่า BMAT ตัดคะแนนโดยการอิงกลุ่ม เราจึงต้องแข่งกับตัวเองครับ (คิดเข้าข้างตัวเองว่าถ้าเราทำไม่ได้ คนอื่นก็ทำไม่ได้เหมือนกัน 555555) แล้วทั้งหมดนี่พี่ก็เหลือเวลาเตรียมตัวแค่ประมาณ 2 เดือนเท่านั้นเองครับ แต่ขอเตือน!!! (ทำตัวแดงขีดเส้นใต้สองชั้น) ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็เตรียมตัวนาน ๆ ไปเลยนะครับ เพราะวิธีแต่ละคนมันก็แตกต่างกันไป มีเวลามากกว่าก็ได้เปรียบอยู่แล้วค้าบ
.

ใช้เวลาในการเตรียมตัวสอบนานมั้ยคะ

ตามที่เกริ่นมาก็มีเวลาให้เตรียมตัว 2 เดือนนะครับ สุดท้ายมันมีปัญหาหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พี่ต้องไปช่วยจัดงานวิชาการของโรงเรียน ซึ่งเป็นงานที่ดูดพลังมาก ๆ เลยครับ แทบจะนอนที่โรงเรียนกันเลยทีเดียว 55555 ทำให้พี่เหลือเวลาแค่ 1 เดือนเอง เรียกได้ว่า 1 เดือนนั้นคือลากเลือดเลยนะครับ แต่จะว่าไปแล้วถึง 1 เดือนที่หายไปกับการทำกิจกรรม คนอื่นอาจมองว่ามันไม่คุ้ม แต่ตัวพี่เองมองว่ามันคุ้มมากนะครับ เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคือประสบการณ์ชีวิต และ Soft Skill ต่าง ๆ ที่มันหาไม่ได้จากการอ่านหนังสืออยู่เฉย ๆ ที่บ้านแน่นอน ทำให้พี่สามารถนำทักษะพวกนี้มาปรับใช้กับการเรียนในคณะได้อย่างไม่มีปัญหาเลยล่ะครับ
.

ช่วงเตรียมตัวสอบ ช่วงนั้นในแต่ละวันเราเตรียมตัวอย่างไรบ้างคะ

ช่วงนั้นเพื่อนพี่หลายคนก็เทการเรียนที่โรงเรียน เช่น ลาหยุด หรือ โดดเรียน ไปอ่าน BMAT นะ แต่พี่ไม่ทำ 5555 เพราะพี่รู้สึกว่ายังไงก็ไม่ควรทิ้งการเรียนที่โรงเรียน พี่จะกลับบ้านประมาณ 16.30น.  หลังจากนั้นพี่จะใช้เวลาทำข้อสอบเก่า พร้อมเฉลย คืนละ 1 ชุดครับ พร้อมเฉลยละเอียด ไปเรื่อย ๆ ครับ พี่จะไม่ตั้งเวลาในการทำข้อสอบนะครับ ที่เค้าชอบทำว่าอ่าน 45 นาที พัก 15 นาทีแบบนี้ พี่ไม่ทำนะครับ อยากอ่านเมื่อไรก็ทำ เหนื่อยเมื่อไรก็พักครับ เราจะได้ไม่เครียดครับ แค่ตั้งเป็าหมายไว้ว่า 1 คืน ต้องทำข้อสอบเก่าให้ได้ 1 ชุดก็เพียงพอแล้วครับ
.

มีทริคยังไงในการเตรียมตัวสอบคะ

อย่าเครียดครับ คำเดียวเลย ยิ่งเราเครียดเราจะรู้สึกว่าทุกอย่างมันไม่ทันแล้ว พี่เลือกที่จะใช้เวลาทั้งหมดวางแผน แล้วก็ทำตามแผนที่วางไว้ครับ ถึงแม้จะผิดพลาดไปบ้าง (มาก ๆ ) สุดท้ายพี่ก็รอดมาได้เพราะเราวางแผนมาดีนี่แหละครับ รู้จุดเด่น จุดด้อย ของตัวเอง อย่างตัวพี่รู้ว่าเป็นคนที่เก่ง ภาษาอังกฤษ แต่อ่อน ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์มาก ๆ ทำให้ถ้าพี่ไปเข้าสอบ กสพท. กับคนอื่น ๆ เค้าคงจะยากมาก ๆ แต่เพราะพี่เล็งเห็นว่า ข้อสอบ BMAT คนที่เก่งภาษาจะได้เปรียบเพราะจะแปลโจทย์ได้ไวกว่า แถมวิชา ฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ ยังออกง่ายมาก ๆ แต่บางคนที่เค้าไม่เก่งภาษาจะแปลโจทย์ได้ช้า หรือไม่ได้เลยจึงต้องเดาหรือไม่ก็ตอบผิดไป ทำให้พี่จึงเอาจุดนี้มาเป็นข้อได้เปรียบของพี่ ยังไม่นับว่าจะมีเด็ก ม.4-5 มาลองสอบเพื่อซ้อมสนามด้วยนะ ทำให้ตัวหารอิงกลุ่มมันเยอะขึ้น ทำให้โอกาสที่พี่จะได้คะแนนออกมาสูง ๆ เนี่ย คงจะเยอะขึ้นมาก ๆ เลย จากนั้นพี่ก็จะมานั่งดูว่าข้อสอบชอบออกเรื่องไหนเป็นพิเศษ หาแนวโน้มมัน แล้วก็นำข้อมูลทุกอย่างมาประมวลผลเพื่อเสริมจุดเด่น และกลบจุดอ่อน ของเรานั่นเองครับ เห็นมั้ยล่ะว่าแค่พลิกแพลงนิดเดียว จากวิกฤตมหาภัย ก็กลายเป็นโอกาสได้อย่างน่าเหลือเชื่อเลยครับ
.

มีหนังสืออะไรแนะนำให้น้องๆมั้ยคะ

จริง ๆ พี่ไม่ได้อ่านหนังสือเป็นเล่มเลยนะครับ แต่จะใช้การทำข้อสอบเก่าแทน ข้อไหนที่ทำได้เราก็ข้ามไป ข้อไหนที่ทำไม่ได้ เราก็กลับไปเปิดย้อนดูเนื้อหาที่เราเคยเรียนมาตอน มัธยม เพราะว่า BMAT เนื้อหาค่อนข้างจะไม่ลงลึกเท่ากับพวก 9 วิชาฯ หรืออะไรพวกนั้นครับ พี่เคยไปลองเรียนพิเศษนะในส่วนของ Part Aptitude แต่ว่าเรียนครั้งเดียวพี่เลิกเลยครับ เพราะรู้สึกว่า Tutor จะชอบยัดเยียดวิธีการคิดของเค้า ให้เราทำตามซึ่งอาจจะ Work สำหรับบางคน แต่ว่าสำหรับพี่พี่รู้สึกว่ามันฝืนไปนิดนึง พี่เลยใช้วิธีลองฝึกวิเคราะห์เองครับ แล้วเราจะได้วิธีการทำข้อสอบที่เหมาะกับเราที่สุด เพราะ ถ้าเรามัวแต่เดินตามคนอื่น วันนคงถ้าเราจะลุกขึ้นมาเดินเองมันก็ยากครับ เพราะฉะนั้นหาวิธีที่เหมาะกับตัวเราจะเป็นผลดีมากกว่าคร้าบ
.

อยากให้พี่ดังช่วยเล่าประสบการณ์การสอบสัมภาษณ์ให้ฟังหน่อยค่า
.
.

โอ้โห คำถามนี้ก็แอบยากนะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี 55555 เรียกได้ว่าการสอบสัมภาษณ์เนี่ย ไม่มีเลยพวกที่ให้แนะนำตัว หรืออะไรเลย มีแต่ให้ ประเด็นทางจริยธรรมทางการแพทย์มาให้เรา แล้วถามความเห็นเรา หรือให้ ปรากฏการณ์ในสังคมมา แล้วให้เราแสดงความคิดเห็นอะไรประมาณนี้ครับ ซึ่งทำให้เราไม่สามารถเตรียมไปก่อนได้เลย จึงอยากบอกน้อง ๆ ว่าไม่ต้องไปเครียดกับมันนะครับ พยายามทำให้เป็นตัวเองที่สุด แล้วตอบออกมาแบบเรียล ๆ แล้วทุกอย่างจะดีเองครับ 

สุดท้ายมีอะไรฝากถึงน้อง ๆ ที่อยากสอบติดบ้างมั้ยคะ

เตรียมตัวใหดีนะครับ อย่าให้ไฟลนเหมือนพี่ 55555 ถ้าน้องมีแผนที่ดี และมีเวลาที่พอ น้อง ๆ ทำได้แน่นอนครับ เวลาทั้งวันไม่จำเป็นต้องไปลงกับกวดวิชานะครับ หาอะไรอย่างอื่นทำบ้าง กวดวิชาทำหน้าที่ได้แค่ป้อนความรู้ให้กับเรา แต่ว่าถ้าอยากจะทำอะไรเป็นเองเราต้องรู้จัก อ่านหนังสือแล้วสังเคราะห์ความรู้ด้วยตนเองนะครับ สู้ ๆ จ้า เป็นกำลังใจให้

kat pari

pari

ที่พยายามเป็น Content Creator ที่ดี แต่มาตอนนี้มีคลิปใน Youtube TCASter เฉย

Related post