fbpx

รีวิวแพทย์จุฬาฯ แบบเน้น ๆ กับรุ่นพี่ยูทูปเบอร์คนดัง Ammriss

 รีวิวแพทย์จุฬาฯ แบบเน้น ๆ กับรุ่นพี่ยูทูปเบอร์คนดัง Ammriss

“คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เป็นคณะหนึ่งที่เข้ายากที่สุดในประเทศ “

 “มีโครงการ MDCU let’s talk เพื่อ support จิตใจนิสิตในทุกๆด้าน “

” กิจกรรมเยอะ ไม่ได้มีดีแค่เรื่องเรียน “

พี่เชื่อว่าน้องหลาย ๆ คนคงจะมีความใฝ่ฝันถึงคณะแพทย์อันดับต้น ๆ ของประเทศอย่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ บางคนอาจจะได้มีการไปเตรียมตัวหาข้อมูลเกี่ยวกับคณะนี้ในช่องทางต่าง ๆ ถ้าหากได้ลองศึกษาผ่านทาง Youtube น้อง ๆ ก็คงจะคุ้นหน้าคุ้นตากับรอยยิ้มที่สดใสของพี่คนหนึ่งแน่นอน 

วันนี้ทาง TCASter ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับพี่แอ๋มเจ้าของช่องยูทูป Ammriss ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 60,000 subscribers  โดยในวันนี้เราจะมาชวนคุยเกี่ยวกับคณะแพทย์ในด้านต่าง ๆ ทั้งการเรียน การใช้ชีวิตมหาลัยและการทำกิจกรรมต่างๆ ถ้าพร้อมแล้วมาฟังบทสัมภาณ์ของพี่แอ๋มกันได้เลยจ้า

แนะนำตัวให้น้อง ๆ ฟังหน่อย เป็นรุ่นพี่จากคณะไหน มหาวิทยาลัยอะไร

สวัสดีค่าา ชื่อแอ๋มนะคะ ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่5 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่า 

 

อะไรเป็นแรงบันดาลใจอยากเข้าคณะนี้และรู้ตัวตอนไหนคะ

จริงๆแล้วตอนเด็ก ๆ มีอาชีพที่แอ๋มอยากเป็นหลายอย่างนะ ตอนเด็ก ๆ เคยอยากเป็น The Star (555) อยากเป็นนักเขียน และอยากเป็นหมอ😌 (เป็นเด็กช่างฝันแต่เด็กค่ะ555) แต่ที่มามุ่งมั่นแน่วแน่จริงๆคงเป็นช่วงขึ้น ม.4 ค่ะ ตอนนั้นเพิ่งสอบไม่ติดรร.เตรียมอุดม เลยเฮิร์ตมาก หลังจากทำใจได้ก็มองหาเป้าหมายใหม่ให้ตัวเอง ตอนนั้นอาชีพแพทย์นั้นเป็นอาชีพที่แอ๋มอยากเป็นมากที่สุด เพราะรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่มีข้อดีในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านความมั่นคงของการทำงานและชีวิต ทั้งยังมีประโยชน์กับสังคม ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เหมือนเราทำหนึ่งอย่างแต่ได้สิ่งที่ดีกลับมาหลายด้าน ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และคนอื่น ๆ และก็เป็นสิ่งที่ดี ไม่มีโทษกับใคร นอกจากนี้ครอบครัวแอ๋มก็สนับสนุนอยู่แล้ว เลยทำให้ตั้งเป้าหมายในชีวิตตอนนั้นได้ค่ะ ว่าแอ๋มอยากเป็นหมอ 😊

แล้วคณะแพทย์เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

คณะแพทยศาสตร์ ก็… อย่างที่ทุกคนรู้เนอะคือการเรียนหมอนั่นเอง😄 เป็นคณะนึงที่อยู่ติดโรงพยาบาลจุฬาฯ แต่อยู่แยกกับทุกคณะในมหาลัยค่า 5555  ซึ่งคณะแพทย์ที่จุฬาฯ จะมีความแตกต่างจากคณะอื่นในมหาลัย คือเรียนระยะเวลา 6 ปี และ ตารางเวลาเปิดเทอม ปิดเทอม จะต่างจากใครเขาน่ะ เพราะเราต้องใช้เวลาเรียนเยอะกว่าคนอื่นหน่อย ปิดเทอมเลยน้อยกว่า 5555 (ปาดน้ำตา) 

ช่วงปี 1-6 การเรียนก็แบ่งเป็นเลคเชอร์ น้อง ๆ ก็จะเรียนเนื้อหาเป็นสไลด์ มีอาจารย์สอนจ้า เนื้อหาจะแบ่งเป็นบล็อก ส่วนการปฏิบัติ ปี1-3 จะมีการเรียนผ่าร่างอาจารย์ใหญ่ หรือ การผ่ากรอสนั่นเอง (ปี2) และมีแลปอื่น ๆ เช่นแลปเคมี แลปPhysio จ้า  ส่วนพอขึ้นปี4-6 มาจะเป็นการย้ายมาเรียนกับคนไข้จริงแล้ว คือจะได้ขึ้นวอร์ด ไปเรียนบนวอร์ด ได้ราวน์วอร์ดกับพี่ ๆ ที่เป็นหมอจริง ๆ คนไข้จริง อาจารย์และพี่ ๆ ก็จะให้ความรู้เรา รวมถึงคนไข้ก็เป็นอาจารย์คนนึงของเราเลย ได้ซักประวัติ ตรวจร่างกาย วินิจฉัยโรคแบบจริง ๆ เลยจ้า

ส่วนพวกวิชาที่เรียน จะแบ่งออกเป็นหลาย ๆ วิชา แต่เราจะไม่เรียกว่าวิชา จะเรียกว่าบล็อก ส่วนใหญ่จะแบ่งตามระบบร่างกายที่เรียนเช่น บล็อก RS (ระบบหายใจ) บล็อก CVS (ระบบหมุนเวียนเลือด) ก็จะมีหลายระบบมาก ๆ เรียนในชั้นปี 1-3 เป็นหลักจ้ะ พอปี4 ขึ้นมาก็มีแต่จะเรียนตามวอร์ดแทน เลคเชอร์จะน้อยลงมาก ๆ

ได้ยินว่าต้องเรียนผ่าอาจารย์ใหญ่ด้วย เป็นยังไงบ้างคะ

ตอนเรียนผ่าอาจารย์ใหญ่วันแรก ๆ ตื่นเต้นมากเลย กลัวผ่าผิดผ่าถูก กลัวทำท่านอาจารย์ใหญ่เจ็บ(แม้ว่าท่านจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม555) ตอนกรีดผิวหนังครั้งแรกคือมือแอบสั่น แต่พอเรียนๆไปจะชินไปเอง เพราะเราจะรู้สึกว่ามันคือการเรียนในรูปแบบหนึ่งนั่นเอง เป็นการเรียนที่ได้ความรู้เยอะมาก เพราะได้ทำจริง ผ่าเองกับมือ ได้เห็นโครงสร้าง เส้นเลือด กล้ามเนื้อกับมือ กับตาตัวเองเลย แต่ช่วงที่เรียนก็แอบเหนื่อยขึ้นหน่อยเพราะต้องอ่านหนังสือเยอะและต้องยืนนาน (บางครั้ง6-7ชั่วโมงติดกันเลยเพราะผ่าแล้วหาโครงสร้างที่ตามหาไม่เจอ5555)

คิดว่าอะไรเป็นจุดเด่นของคณะแพทย์ จุฬาฯ

Signature ของมหาวิทยาลัยในความคิดแอ๋มคือการ ซัพพอร์ตเด็กค่ะ ในความรู้สึกแอ๋มคือแอ๋มรักจุฬาฯมาก ๆ ทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และมหาวิทยาลัยนั้นจะมีโครงการต่าง ๆ ออกมา support นิสิตตลอด เช่น อย่างคณะเรามีโครงการ MDCU let’s talk ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดเพื่อนิสิตบางคนที่มีความเครียด ความกังวล ไม่ว่าจะมากน้อยเท่าใด หรือเกี่ยวกับเรื่องอะไร สามารถติดต่อโครงการนี้แล้วจะสามารถนัดเพื่อคุยกับเจ้าหน้าที่ด้านนี้โดยเฉพาะเลยค่ะ ซึ่งแอ๋มรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่ดูแลและแคร์จิตใจของนิสิตมาก ๆ เพราะอย่างที่รู้กันว่าคณะเราก็เรียนหนักเนอะ มีนิสิตจำนวนไม่น้อยเลยแหละที่มีความเครียด คณะก็ออกมา support ตรงส่วนนี้ 

หรือปกติในช่วงมัธยมจะมีคุณครูประจำชั้นใช่ไหมคะ ของคณะแพทย์เราก็มีอาจารย์ที่ปรึกษาเช่นกันค่ะ ซึ่งก็คืออาจารย์ที่เป็นแพทย์แล้วนี่แหละค่ะมาดูแลพวกเรา ซึ่งอาจารย์น่ารักมากกก ท่านดูแลใส่ใจถามไถ่ตลอดค่ะ แนะนำทั้งการเรียน การใช้ชีวิตในคณะนี้ (แถมพาเลี้ยงอาหารด้วยค่ะ อิอิ ใจดีสุด ๆ )

คณะนี้จบไปสามารถทำอะไรได้บ้าง มีอาชีพที่เป็นได้มากกว่าหมอรึเปล่า

เป็นหมอค่ะ ! 5555 ถ้าเป็นเส้นทางตรง ๆ ไม่มีเปลี่ยนไปไหนก็คือ เรียนจบ 6 ปี จากนั้นก็เป็นแพทย์ ทำงานใช้ทุน บางคนอาจจะไปเรียนต่อหลังใช้ทุนเพื่อเป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาไหนก็ว่าไปค่ะ 😊 

นอกจากการทำงานเป็นแพทย์ตามโรงพยาบาลแล้วอาจจะมีแพทย์ด้านอื่นด้วย เช่น แพทย์ที่มาทำงานด้านวิจัยซะส่วนใหญ่ หรือเป็นอาจารย์แพทย์ สอนหนังสือ เป็นต้นค่ะ (หรือจริง ๆ ถ้าบางคนที่เรียนแล้วไม่ชอบ จะจบออกไปทำงานด้านอื่นที่ตนเองชอบมากกว่าก็มีนะคะ จริง ๆ แล้วจบออกมาจะทำอาชีพด้านไหนก็ขึ้นกับเรานี่แหละค่ะ 😅)

พูดถึงเรื่องเรียนเยอะแล้ว..มาพูดกันถึงกิจกรรมกันบ้างดีกว่า อย่างที่นี่มีกิจกรรมให้ทำเยอะไหม และเราได้เข้าร่วมกิจกรรมอะไรบ้าง

ขอบอกเลยว่ากิจกรรมน่ะ … มี-เยอะ-มาก !! ใครสายกิจกรรมคงฟินน่าดู (แต่ถ้าไม่ชอบเข้ากิจกรรม ก็ไม่ต้องเครียดนะ หลาย ๆ อย่างเค้าไม่ได้บังคับเลย) 

กิจกรรมแรกสุดคือการรับน้อง มีแยกเป็นของมหาลัยกับของคณะ แอ๋มชอบทั้งคู่เลย สนุกมาก เป็นความประทับใจแรกที่เกิดขึ้นในคณะเลย พี่ ๆ ตั้งใจจัดกิจกรรมให้เรามาก รู้สึกได้สนิทกับเพื่อนและพี่ ๆ ในคณะ กิจกรรมอื่น ๆ ก็มีทุกด้านเช่น มีกิจกรรมประกวดวงดนตรี ตอนนั้นเราปี1 ก็ฟอร์มวงกับเพื่อนใหม่(ชื่อวงพี่)  ซ้อมกันทุกเย็นหลังเลิกเรียน (ในคณะมีห้องซ้อมด้วยนะ)  หรือการจัดทำค่ายอาสา ไปต่างจังหวัดไกล ๆ ไปบำเพ็ญประโยชน์ ไปสอนหนังสือน้อง ๆ อย่างแอ๋มเคยไปหลายค่ายเหมือนกัน ค่ายที่นานที่สุดคือค่ายสอนหนังสือ 14 วันที่ภาคอีสาน สนุกมากกกก เป็นความทรงจำที่ดีมากเลย จนถึงตอนนี้แอ๋มก็ยังคิดถึงค่ายอยู่ ต้องแอบไปเปิดดูรูปตอนอยู่ค่ายบ่อย ๆ 555  น้อง ๆ น่ารักและตั้งใจเรียนมาก กลับจากค่ายรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นมาก ๆ เหมือนเราได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับคนอื่น ได้แชร์ความสุขกับทุกคนในค่าย นอกจากนี้ก็มีกิจกรรมอื่นอีกมาก เช่น งานอินเดียน ,งาน at home, งาน Byenior และอีกมากมาย (เยอะจริง ๆ 555)

เรามีวิธีการแบ่งเวลาระหว่างการเรียนกับการทำกิจกรรมยังไงได้บ้าง

คือแอ๋มเป็นคนที่จัดการเวลาในชีวิตด้วยการจัดตารางเวลา แอ๋มจะทำบันทึกไว้ตลอดเลย เช่น วันเสาร์นี้ ว่างทั้งวัน มีอะไรต้องทำบ้าง จัดสรรเวลา 1 วันยังไง จะลิสต์เป็นข้อแล้วมานั่งเขียนคร่าว ๆ ว่าเวลาไหนทำอะไร นั่นทำให้เราไม่หลุดสิ่งที่ต้องทำ ไม่ว่าจะชอบกิจกรรมแค่ไหน แต่หน้าที่หลักของเราคือการเรียน  ในการทำกิจกรรม แอ๋มจะทำเท่าที่รู้สึกว่า ยังไม่เสียการเรียนนะ เราสามารถจัดการได้นะ เรายังมีเวลามาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน การจัดการก็อย่างที่บอกเลยค่ะคือการทำตารางเวลา และการอ่านหนังสือของแอ๋มจะเป็นการอ่านเก็บเรื่อย ๆ ไม่ใช่การอ่านตู้มเดียวก่อนสอบ เลยทำให้ความหนักในการอ่านหนังสือช่วงก่อนสอบลงไปบ้างค่ะ 😅

ความรู้สึกที่คิดในตอนแรก กับ หลังจากที่ได้เรียนแล้วต่างกันไหม ทั้งเรื่อง เรียน แล้วก็เรื่องสังคมในคณะ

บรรยากาศในคณะกับเพื่อน ๆ และอาจารย์ รวมถึงเนื้อหาวิชาเรียน ต่างนะ ในตอนแรกพูดตรง ๆ เลยว่ากลัว ทั้งจากคำพูดคนรอบข้าง เพื่อน พี่ คนรู้จักต่างบอกกันว่า คณะแพทย์เรียนหนักมากนะ ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย เครียดด้วย บางที่เหยียบหัวกันเรียน บางทีโดนอาจารย์ดุหนักมาก (หรือที่เรียกว่าการกินหัวนั่นเอง) ได้ฟังตอนแรกก็มีความกังวลนะ เราจะเรียนได้ไหมเนี่ย จะรอดไหมมมมมม 5555 แต่พอเข้ามาแล้ว ทุกอย่างไม่ได้เป็นขนาดที่ใคร ๆ พูดน่ะ คือเรื่องของการเรียนนั้นก็เรียนหนักจริง แต่หนักแบบทุกคนยังทำได้ ยังไหว ทุกคนมีเวลาของตัวเอง สามารถจัดการเวลาแล้วไปทำอย่างอื่นที่อยากทำได้ ไม่ได้ยุ่งขนาดนั้น ส่วนเรื่องเพื่อนและอาจารย์นั้นน่ารักมากกกก ใจดีสุด ๆ บรรยากาศในคณะดีมากนะ ส่วนใหญ่เพื่อนช่วยกันเรียน ส่งสไลด์ ส่งสรุป เวลาถามเพื่อนเพื่อนก็สอน ส่วนอาจารย์ท่านก็น่ารัก ตั้งใจสอนและ ซัพพอร์ตเด็ก ๆ สุด ๆ ไม่ได้ดุอย่างที่กลัวๆกัน บางท่านเฟรนด์ลี่มากกกก ยังแซวนิสิตเองเลยด้วย บรรยากาศเป็นกันเองสุด ๆ

เรามองอนาคตไว้ยังไงบ้าง อยากเรียนต่อไหม หรือว่ามองด้านอาชีพเลย

ในตอนนี้แอ๋มอยากเรียนต่อนะ แต่สาขาไหนค่อยว่ากันอีกทีค่ะ 555 ตอนนี้เพิ่งผ่านปี4 มาปีเดียวเองที่เป็นคลีนิก อยากรอดูปี 5 ด้วย อยากวนวอร์ดต่างๆให้ครบ แต่ตอนนี้ก็แอบมีสาขาที่ชอบอยู่ในใจบ้างค่ะ ☺️ (ถึงตอนนั้นที่ตัดสินใจได้ก็ช่วยภาวนาให้สาขานั้นรับแอ๋มเรียนด้วยเถอะนะคะ สาธุ)

มีอะไรอยากฝากถึงน้อง ๆ ที่กำลังสนใจอยากเข้ามาเรียนคณะเดียวกับเราไหม 

สำหรับใครที่สนใจ อยากศึกษาที่คณะแพทย์นะค้า อยากบอกว่า สู้ ๆ ค่ะ!! คณะนี้ยากสุดก็ตอนสอบเข้านี่แหละ  (เหรออออ) เอ่อ …จริงๆเข้ามาก็เรียนยากแหละ แต่ทำได้น่าา สิ่งที่อยากบอกคือ เรื่องเรียนหนักนั้น … ก็หนักจริง แต่แอ๋มคิดว่า ไม่ว่าจะการเรียนคณะไหน ก็คงหนักเหมือนกันนั่นแหละ อยู่คณะอักษรเอกญี่ปุ่นก็ต้องนั่งจำตัวอักษรเยอะมาก อยู่คณะนิติศาตร์ก็ต้องจำมาตรากฏหมายเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ไม่ว่าคณะไหนก็มีความยากในแบบของตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าอยากเรียนแล้ว มุ่งมั่นเลย ไม่ต้องกลัว 😊  สำหรับใครที่ตั้งใจแน่วแน่แล้วก็ขอให้สู้ ๆ ตั้งใจ ขยันอ่านหนังสือ แบ่งเวลาดี ๆ อย่าเครียดจนเกินไป บางคนจะอ่านแบบหนัก ๆ ๆ กดดันตัวเองมากกก …มากจนเกินไป สุขภาพจิตเสียด้วย ซึ่งแอ๋มอยากบอกว่า เราสามารถอ่านหนังสืออย่างมีความสุขและไม่เครียดจนเกินไปได้นะ ลองหาบาลานซ์ของตัวเองดู สุดท้ายนี้ แอ๋มขอให้ทุกคนตั้งใจอ่านหนังสือและสอบติดตามที่หวังไว้น้าา☺️ โชคดีนะคะ💛

สำหนับน้องๆคนไหนที่สนใจ อยากติดตามพี่แอ๋มเพิ่มเติม สามารถเข้าไปแวะชมทางช่องยูทูป Ammriss ได้เลยนะจ๊ะ หรือถ้าหากมีอะไรสงสัยเพิ่มเติมสามารถทักข้อความไปหาใน Facebook Ammriss ได้เลยจ้า 

chomchanok mook

ชมมุก เด็กฝึกงานกิ๊กก๊อก ที่กำลังพยายาม productive

Related post