fbpx

แชร์ไม่กั๊ก คณะแพทยศาสตร์ มศว

 แชร์ไม่กั๊ก คณะแพทยศาสตร์ มศว

“การเรียนคณะแพทย์ มศว เราจะมีการเรียนแบบกลุ่มย่อยด้วย คือ PBL (Problem based learning) คือ การเรียน discuss case โดยอาจารย์จะเเจกเคสเพื่อให้นิสิตฝึกวินิจฉัยสาเหตุของโรคและอาการต่าง ๆ ซึ่งเป็นการใช้ความรู้ที่เรียนจากเลคเชอร์มาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี”

“ถ้าชอบที่จะอยากเป็นหมอเเล้วอย่าลังเลเลย ถึงเเม้จะหนัก เเต่ถ้ามีความพยายามเราก็ทำได้เเน่นอน”

“การเรียนหมอเป็นการพัฒนาความสามารถรอบด้านของเรา เพราะหมอไม่ได้เเค่เรียนอย่างเดียว ต้องมีทักษะการสื่อสาร และความเข้าใจกับผู้อื่นด้วย”

หลังจากที่น้อง ๆ ได้ทำความรู้จักกับคณะแพทย์ จุฬาฯ กันมาแล้วนะคะ วันนี้ TCASter จะพาน้อง ๆ มารู้จักกับคณะแพทย์อีกที่ ที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว คือคณะแพทย์ มศว หรือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒนั่นเองค่า ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของกับรุ่นพี่ medswu กันเลย 

ก่อนอื่นก็มาแนะนำตัวให้น้อง ๆ รู้จักกันก่อนนะคะ เป็นรุ่นพี่จากคณะไหน มหาวิทยาลัยอะไรคะ

สวัสดีค่ะ พี่ชื่อ นางสาว รสธร ชาญชนะโยธิน ชื่อเล่น พลอย ค่ะ ตอนนี้เรียนอยู่คณะเเพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ medswu ค่ะ

ลองแนะนำการเรียนคณะแพทยศาสตร์ มศว ให้น้อง ๆ ฟังหน่อยได้มั้ยคะ 

คณะเเพทย์ของมศวก็จะเรียนทั้งหมด 6 ปีค่ะ โดยที่ปี 1-3 เราจะเรียนว่าชั้นพรีคลินิก ส่วนปีที่ 4-6 จะเรียนว่าชั้นคลินิก

พรีคลินิก ปี 1 เราจะชิวมากก เรียนวิชาพวก ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ พลเมืองดี ซึ่งจะยังไม่ค่อยเกี่ยวกับวิชาของเเพทย์เท่าไหร่ เป็นปีที่ใช้เวลากับเพื่อนใน ม.เยอะมาก เราคิดว่าช่วงนี้ควรจะใช้ชีวิตตอนนี้ให้เต็มที่เเล้วก็สนุก ๆ อย่าให้เสียดาย เซึ่งก็มีพวกกิจกรรมให้ทำเรื่อย ๆ นะคะ เช่น ค่ายรับน้อง/ค่ายสู่ฝันวันเป็นหมอ/เเข่ง กีฬาswugame /งานเข็มสัมพันธ์ (อันนี้คืองานกีฬารวมหมอทุกที่ทุกชั้นปีเลยควรถือโอกาสไปเที่ยวค่ะ 555 ) 

พอเริ่มขึ้นปี 2 เพื่อน ๆ จะเริ่มต้้งใจเรียนกันเเล้วค่ะ การเรียนจะเรียกว่าเรียนเเบบเลคเชอร์ คือเรียนเป็นบล็อก ๆ คือเรียนให้จบเป็นเรื่อง ๆ เรียนจบบล็อกนี้ก็จะขึ้นบล็อกถัดไปเรื่อย ๆ เช่น สองอาทิตย์นี้เรียนเรื่องระบบประสาทก็จะสอบจบปิดบล็อก พอเปิดบล็อกหน้าก็จะขึ้นเรื่องระบบไต อะไรทำนองนี้ค่ะ คือจะไม่เรียนสลับวิชาไปมาเหมือนสมัยมัธยมเเล้ว ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีเเละข้อเสียนะคะ คือเรียนจบอ่านเเล้วสอบเลยเป็นเรื่อง ๆ ถ้าพลาดก็เริ่มต้นใหม่บล็อกหน้าได้ คะเเนนจะไม่เกี่ยวกัน เเต่ข้อเสียก็มีค่ะ คือเหนื่อยจริง เพราะต้องอ่านหนังสือทุกวัน สอบถี่มากๆ เเละเนื้อหาเยอะ ดองไว้ไม่ได้เลย จะอ่านไม่ทัน เพราะเค้าไม่ได้มีช่วงเว้นสอบให้ เช่นเ เบบเริ่มบล็อกนี้วันจันทร์ มีเรียนเลคเชอร์ทุกวัน เเล้วสอบปิดบล็อกสัปดาห์ถัดไปเลยก็มี เพราะฉะนั้นเราจะต้องห้ามเจ็บห้ามป่วยห้ามตายเด็ดขาด ซึ่งก็ต้องปรับตัวกันเยอะเลยค่ะ ต้องรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นมาก ๆ เเบ่งเวลาให้เป็น เเต่โชคดีที่ไม่ค่อยมีการบ้าน(อิอิ )

วิชาที่เรียนตอนปี 2 ส่วนใหญ่จะเป็นพวกพื้นฐานของเเพทย์ค่ะ เช่น genetics/ immuno/ biocell /neuro/ musculo พอปี 2 เทอม 2 ที่มศว จะเริ่มผ่าอาจารย์ใหญ่กันเเล้ว เเบ่งเป็นกลุ่มละประมาณ 5-6 คนต่ออาจารย์ใหญ่ 1 ร่าง โดยเราจะเรียนเลคเชอร์เกี่ยวกับ Anatomyมาก่อนวันผ่าจริง ซึ่งเราจะต้องทวนเนื้อหามานะคะ ไม่งั้นจะผ่าไม่รู้เรื่องเลยว่าตรงไหนเป็นตรงไหน ยกตัวอย่างเช่น กล้ามเนื้อมัดนี้เรียกว่าอะไร เวลาสอบ Anatomy ก็จะเป็นเเบบเเลปกริ๊งค่ะ คือวนฐานไปตามอาจารย์ใหญ่เเต่ละโต๊ะ ให้เวลาโต๊ะละ 40 วินาที ตอบว่าส่วนนี้ ๆ เรียกว่าอะไร หรือมีหน้าที่ทำอะไร พอขึ้นปี 3 วิชาจะเริ่มเกี่ยวกับพวก organ system มากขึ้น เช่น ระบบหัวใจ/ระบบไต(ยากมาก)/ระบบหายใจ/ระบบสืบพันธุ์/ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น จะเริ่มค้นพบเเล้วว่าตัวเองชอบวิชาเกี่ยวกับด้านไหน ส่วนตัวพี่ก็มีช่วงท้อนะคะ เเต่มันหยุดไม่ได้ อ่านหนังสือทุกวันของเเท้ วันหยุดพักคือช่วงบ่ายหลังสอบเสร็จปิดบล็อกเท่านั้น พรุ่งนี้ก็ขึ้นบล็อกใหม่เลย จากที่เริ่มมีไฟ ก็จะเริ่มหมดไฟ  มีเพื่อนหลายคนเริ่มเป็นซึมเศร้า ก็ต้องช่วย ๆ กันเรียนนะ คอยให้กำลังใจกัน 💪🏻 

พอใกล้จบปี 3 หลายคนก็จะเริ่มเตรียมตัวสอบ NLกันเเล้ว คือ การสอบใบประกอบในการเป็นเเพทย์หรือ National Lisence นั่นเอง ในเรียนหมอทั้งหมด 6 ปี เราจะต้องสอบNLทั้งหมด 3 รอบ! (NL1,2,3) คือจบปี 3 จบปี 5 เเละจบปี 6 การสอบNL1 ก็คือสอบเนื้อหาทั้งหมดที่เรียนมาของปี2-3 ซึ่งมีเยอะมาก ๆ  ก็ต้องพยายามอ่านเเละทำข้อสอบเก่าเยอะ ๆ ค่ะ ถ้าไม่ผ่านก็สอบใหม่เรื่อย ๆ ได้ เเต่ก็อยากให้ผ่านทีเดียวกันใช่มั้ยล่ะ โดยปกติแล้วพี่ ๆ ส่วนใหญ่ก็ผ่านกันนะคะ ทำได้! 

แล้วพี่พลอยคิดว่าอะไรคือจุดเด่นของคณะแพทย์ มศว คะ

ในความคิดเรา คณะเเพทย์ก็จะเรียนเนื้อหาคล้ายกันหมดทุกที่น้า เพราะสุดท้าย NL ก็จะเป็นตัววัดมาตรฐานอยู่ดีค่ะ เเต่ที่คณะเเพทย์มศว ระหว่างบล็อก ก็จะมีระบบการเรียนกลุ่มย่อยด้วย เรียกว่า PBL (problem based learning) คือการที่ discuss case ที่อาจารย์เเจกมา ฝึกว่าคนไข้อาการเป็นแบบนี้มาน่าจะเกิดจากโรคอะไรและเกิดจากสาเหตุอะไรที่เป็นไปได้บ้าง ซึ่งเป็นการใช้ความรู้ที่เรียนจากเลคเชอร์มาประยุกต์ใช้ได้ดีมากเลยค่ะ 

เรียนจบคณะแพทย์ สามารถทำอะไรได้บ้างคะ 

สามารถเป็นหมอทั่วไปหรือเฉพาะทาง ถ้าอยากเป็นหมอเฉพาะทาง ก็ต้องไปเรียนต่อเฉพาะทางในด้านต่างๆที่ตัวเองสนใจหลังจากใช้ทุนค่ะ หรือบางคนอาจจะค้นพบตัวเองว่าชอบสอน อาจจะกลับมาเป็นอาจารย์หมอก็ได้ค่ะหรือถ้าใครไม่ชอบเป็นหมอก็อาจจะเปลี่ยนสายไปเลยก็มีค่ะ เราเองก็มีเพื่อนที่เรียนถึงปีสองถึงรู้ว่าไม่ใช่ทาง ก็ซิ่วไปเรียนบัญชีค่ะ หรือบางคนเรียนจบนิเทศ ทำงานเเล้ว มาซิ่วเพื่อเรียนหมอปี 1 ก็มีนะคะ ก็แล้วแต่ที่ชอบเลยค่ะ

ทำไมถึงอยากเข้าคณะนี้ รู้ตัวตอนไหน

เริ่มรู้ตัวตอนช่วงม.5ค่ะ ช่วงนั้นเราก็เรียนพิเศษไปเรื่อยๆ แล้วเราก็เกิดสนใจคณะแพทย์ขึ้นมา แบบ เราเองก็ชอบเรียนชีวะอยู่แล้ว อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเป็นช่วงที่เราเริ่มดูแลตัวเองด้วยค่ะ เราก็เลยเริ่มเกิดแรงบันดาลใจว่า ถ้าได้เป็นหมอผิวหนังก็น่าจะดีนะ จะได้ช่วยดูแลรักษาคนอื่นด้วย นอกจากนี้ก็ทำให้พ่อเเม่ภูมิใจ เเล้วก็เหมือนchallenge ด้วยเองด้วยค่ะ ตั้งแต่นั้นมาเราก็เลยเริ่มอยากเรียนหมอค่ะ  

ที่มหาวิทยาลัยมีกิจกรรมให้เข้าร่วมเยอะมั้ยคะ แล้วพี่พลอยได้ทำอะไรมาบ้างคะ

มีกิจกรรมเยอะค่ะ มีมาเป็นช่วง ๆ เลย ค่ายรับน้องครั้งเเรกเราไปรับกันที่องครักษ์ค่ะ รพ.เราก็อยู่ที่นั่นด้วย เจอรุ่นพี่หลายปีเลย รับน้องรุ่นพี่เล่าว่ารุ่นเราลดความโหดมาเยอะเเล้วว เราว่าก็สนุกดีนะ ได้รู้จักเพื่อนเพิ่มเยอะเลย มีทั้งกิจกรรม  เเล้วก็ลองขึ้นรพ.ด้วย พอตอนปี2ปีเราเป็นฝ่ายจัดรับน้องเองบ้าง ตอนนั้นเราก็รับหน้าที่เป็นเฮดฝ่ายสันทนาการ ท้าทายความสามารถมากค่ะ ต้องคิดกิจกรรมเเล้วก็เต้นสัน ถึงจะกดดันจากหลาย ๆ ด้าน ทั้งจากคณะเอง/รุ่นพี่/เพื่อน เเต่ก็สนุกมากได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่าจริง ๆ ค่ะ เเล้วก็มีรับน้องอีกทีเฉพาะของปี1&2อีกทีด้วยค่ะ กิจกรรมอื่น ๆ ก็เช่น swu openhouse เปิดรั้วคณะเเพทย์มศว มีพาน้อง ๆ ที่สนใจเรียนคณะเเพทย์ชมห้องกรอสผ่าอาจารย์ใหญ่ด้วยเเล้วก็เเนะนำน้อง ๆ ในด้านการเรียนค่ะ , swugame คือเป็นงานกีฬามหาลัย ช่วงปี1เราได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ด้วยค่ะ เหนื่อยมาก เเต่ก็ได้รับประสบการณ์ดี ๆ เยอะเลย ได้รู้จักเพื่อน ๆ ตั้งเเต่ก่อนเปิดเทอม เพราะต้องนัดมาซ้อมกันก่อน ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เเล้วก็ฝึกความรับผิดชอบเเละเเบ่งเวลาด้วยค่ะ เเละก็มีการเชคลีดจากรุ่นพี่ปีโต ๆ ซึ่งโหดกว่าสมัยอยู่โรงเรียนเยอะเลย😂 ,งานวันมหิดล มีหลายหน้าที่เลย เราเคยช่วยถือกล่องรับบริจาคด้วยไรงี้55555 เเล้วก็มีลงชุมชน/ค่ายอาสาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีงานสโมสรนิสิตเเพทย์ด้วยนะคะ มีทั้งการประสานงานภายในมหาลัยเเละกับคณะเเพทย์นอกมหาลัยทั้งในไทย เเละต่างประเทศ มีการส่งนักเรียนเเพทย์เเลกเปลี่ยนระหว่างต่างประเทศกันทุกปีค่ะ หรือการจัดกิจกรรมคณะเเพทย์ระหว่างมหาลัยเพื่อฝึกทักษะด้านต่าง ๆ ทั้งการพูด การเป็นผู้นำ หรือประชุมวิชาการค่ะ

แล้วพี่พลอยมีวิธีการแบ่งเวลาในการเรียนกับการทำกิจกรรมอย่างไรคะ

ตามหลักการก็คือต้องตั้งใจเรียนในห้อง จะได้ไม่เสียเวลามานั่งฟังเทปซ้ำ เเต่ก็คงยาก เพราะรายละเอียดเนื้อหามันเยอะมาก บางทีจดตามอาจารย์ไม่ทันก็ต้องนั่งฟังซ้ำซึ่งมันกินเวลามาก ถ้าเราตั้งใจเรียนให้ได้มากที่สุดในห้อง ภาระในการเเกะเลคเชอร์ก็จะลดลงค่ะ ประหยัดเวลาไปได้มาก เเล้วมานั่งอ่านเอา จะไวกว่า ไม่ควรดองเลคเชอร์ไว้ค่ะ เพราะจะอ่านไม่ทัน5555 จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นหลังเลิกเรียนด้วย เช่น ไปฟิตเนส ไปกินข้าวกับเพื่อน ช่วยกิจกรรมคณะต่าง ๆ

สิ่งที่คิดในตอนแรก กับที่ได้มาเจอจริงๆ แตกต่างกันมั้ยคะ

ต่างมากค่ะ คิดไม่ถึงว่าจะเรียนหนักขนาดนี้ เเต่ก่อนสมัยม.ปลายก็รู้นะว่าเป็นหมอคงหนักต้องขยัน เเต่พอมาเจอจริงเเล้ว เกินกว่าที่จินตนาการมาก555

ในส่วนของเพื่อน ๆ ตอนเเรกคิดว่าจะเเข่งกัน เเต่ไม่ใช่เลยค่ะ พวกเราช่วยกันเรียนมาก ๆ ก่อนสอบก็มีบางครั้งที่ช่วยกันติว หรือส่งต่อเเนวข้อสอบจากรุ่นพี่เพื่อเก็งข้อสอบกันค่ะ หรือบางคนจดสรุปดีก็มีเเบ่งเพื่อน ๆ ด้วย เห็นชัดสุดก็ตอนใกล้สอบNLค่ะ ทั้งอาจารย์เเละเพื่อน ๆ ช่วยกันมาก ใครมีความรู้จากเเหล่งไหนก็เเบ่งปันกัน อาจารย์ก็นัดเวลาติวให้ด้วย 

แล้วพี่พลอยมองอนาคตของตัวเองหลังจากเรียนไว้ยังไงคะ 

คงเรียนต่อเฉพาะทางหลังใช้ทุนเสร็จค่ะ ตอนนี้สนใจด้านหมอผิวหนัง ,หมอเด็ก, ศัลยเเพทย์ค่ะ ต้องดูตอนขึ้นวอร์ดอีกทีด้วยค่ะว่าตนเองชอบงานด้านไหน

อยากให้พี่พลอย ฝากอะไรถึงน้องๆที่อยากเข้าคณะแพทย์ศาสตร์หน่อยค่ะ 

ถ้าชอบที่จะอยากเป็นหมอเเล้วอย่าลังเลเลยค่ะ ถึงเเม้จะหนัก เเต่ถ้ามีความพยายามเราก็ทำได้เเน่นอน เป็นการพัฒนาความสามารถรอบด้านของเราด้วยนะ เพราะหมอไม่ได้เเค่เรียนอย่างเดียว ต้องมีทักษะการสื่อสาร ความเข้าใจกับผู้อื่นด้วย 

เเต่ถ้าโดนบังคับเรียน เรียนเพราะค่านิยมของสังคมปัจจุบันว่าคนเรียนหมอคือเก่ง หรือไม่ได้ชอบจริงๆ ต้องลองคิดดูให้ดีน้า เพราะการเรียนมันหนักมาก เราอาจจะไม่มีความสุข เเละทรมานได้ มีเคสตัวอย่างเเนวนี้เยอะมาก ฉะนั้น เลือกสิ่งที่ตนเองชอบจะดีที่สุดเลยค่ะ เมื่อเรามีความชอบเเละมองเห็นเป้าหมายเเล้ว เราก็จะเเฮปปี้กับสิ่งที่เราเลือกเเน่นอน ชีวิตเราเราเป็นผู้กำหนดเองค่ะ❤️

chomchanok mook

ชมมุก เด็กฝึกงานกิ๊กก๊อก ที่กำลังพยายาม productive

Related post